Go to content Go to navigation Go to search

10 ต้นไม่มหัศจรรย์ที่สุดในโลก

กุมภาพันธ์ 7th, 2010 by เด็กชายธีรภัทร ปานวงษ์

10 สุดยอดต้นไม้มหัศจรรย์ที่สุดในโลก!!

อันดับ 10 – Lone Cypress
ต้น Lone Cypress ขึ้นต้องแรงปะทะโดยลมหนาวจากมหาสมุทรแปซิฟิกอยู่ที่ช ายหาดPebble ในมอนทาเร่ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่โตมาก แต่มันตั้งเด่นเป็นสง่า (แบบว้าเหว่) อยู่ท่ามกลางทัศนียภาพที่สวยงามของมหาสมุทรแปซิฟิก

อันดับ 9 – Circus
Axel Erlandson เกษตรกรปลูกถั่วคนหนึ่งได้ดัดแปลงและแกะสลักต้นไม้เป ็นรูปร่างและลวด
ลายที่แสนมหัศจรรย์จริงๆ เขาได้ตั้งชื่อมันว่าต้น “Circus” นี่คือตัวอย่างเจ้าต้น Circus ที่คิดว่ากว่าจะทำได้คงลำบากน่าดู

อันดับ 8 – Giant Sequoias
ต้น Giant Sequoias ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปลูกใน เซียร์ร่า เนวาดา รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งต้น Giant Sequoias ที่ใหญ่ที่สุด คือพันธุ์ Genaeral Sherman ตั้งตระหง่านใหญ่ยักษ์อยู่ใน Sequoia National Park มีลำต้นสูงถึง 275 ฟุต (83.8 เมตร) และหนัก 6,000 ตัน

อันดับ 7 – Coast Redwood
ต้น Coast Redwood ถือเป็นต้นไม้ที่สูงที่สุดในโลก โดยเจ้าต้นที่ชื่อว่า Hyperion ใน Redwood National Park นั้นมีความสูงกว่า 379 ฟุต (115 เมตร) จุดเด่นของมันก็คือต้น Coast Redwood จะประกอบไปด้วยต้นแคลิฟอร์เนียเรดวู้ดยักษ์ถึง
4 ต้น ซึ่งมันใหญ่ขนาดที่ว่าเราสามารถ ขับรถผ่านได้!

อันดับ 6 – Chapel – Oak of Allouville – Bellefosse
ต้น Chapel – Oak of Allouvill – Bellefosse เป็นต้นไม้ที่มีชื่อเสียงที่สุดในฝรั่งเศส มันไม่ใช่เพียงแค่ต้นไม้ธรรมดา แต่เป็นสถานที่สำคัญทาง ศาสนาอีกด้วย ในปัจจุบันบางส่วนของโอ๊คต้นนี้ได้ร่วงเลยไปบ้างแล้ว ตามกาลเวลา แต่ผู้คนที่นั่นใช้เสาและ สายเคเบิ้ลในการรองรับต้นไม้เก่าแก่ต้นนี้

อันดับ 5 – Pando
ต้น Pando หรือ Trembling Giant ในรัฐยูท่าห์ ประกอบไปด้วยกว่า47,000 กิ่งก้าน สาขาที่แผ่ขยายไปทั่วพื้นที่ 107 เอเคอร์ หนักประมาณ 6,600 ตัน และมีระบบรากแก้วใต้ดินที่ใหญ่โตมาก เฉลี่ยแล้วแต่ละกิ่งก้านนั้นมีอายุประมาณ 130 ปี รวมทั้งระบบของต้น Pando เหล่านี้ศิริอายุ ร่วม80,000 ปี

อันดับ 4 – Tule
ต้น Tule เป็นต้นที่ใหญ่ที่สุดในต้นไม้ตระกูล Montezuma Cypress ตั้งอยู่ใกล้กับเมือง Oaxaca ประเทศเม็กซิโก
มีขนาดลำต้นโดยรอบ 190 ฟุต (58 เมตร) ซึ่งมีความหนาจนผู้คนพูดว่า แทนที่คุณจะโอบกอดมัน…มันกลับโอบกอดคุณแทน

อันดับ 3 – Banyan
ต้น Banyan ตั้งชื่อตาม “banians” หรือผู้บุกรุกชาวฮินดูที่ทำกิจกรรมต่างๆ ภายใต้ต้นไม้นี้ และต้น Banyan เคยเป็นบ้านต้นไม้ของโรบินสัน ครูโซมาแล้วด้วย

อันดับ 2 – Bristlecone Pine
ต้นสน Bristlecone ถือได้ว่าเป็นต้นไม้ที่เก่าแก่มาก ซึ่งพันธุ์Methuselah นั้นจัดเป็นต้น ไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ที่มีอายุ 4,838 ปี อยู่เหนือระดับน้ำทะเลถึง 11,000 ฟุต

อันดับ 1 – Baobab
ต้นไม้ที่มหัศจรรย์ที่สุดก็คือต้น Baobab หรือต้นขนมปังลิง! (monkey bread tree) สามารถเติบโตได้ถึง 100 ฟุตและกว้าง
35 ฟุต สิ่งแปลก ประหลาดของต้นไม้นี้ก็คือ ภายใต้ลำต้นที่บวม นี้คือ ที่เก็บน้ำที่จุได้มากถึง 120,000 ลิตร ไว้ใช้ในสภาวะอากาศแห้งแล้ง

กินอย่างไรให้หลับสบาย

มกราคม 28th, 2010 by เด็กชายธีรภัทร ปานวงษ์

กินอย่างไรให้หลับสบาย

วัน ๆ ก็มีแต่เรื่อง กิน กิน กิน อยู่ในหัวสมอง แต่จะกินทั้งทีก็ต้องกินให้ถูกด้วย
กินมากไปก็ให้โทษต่อร่างกาย แถมยังน้ำหนักเพิ่ม โดยเฉพาะกินก่อนนอนเนี่ยพี่ซีชอบมาก อิอิ
เอาละ เรามาดูว่ากินยังไงถึงจะหลับสบายแล้วก็ไม่อ้วนกันดีก ว่า

กินอย่างไรให้หลับสบาย

เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ปัญหาการนอนไม่หลับก็มักจะตามมาโดยที่เราปฏิเสธไม่ได ้เลยล่ะ
แต่ก็ใช่ว่าเราจะแก้ไขไม่ได้นะคะ เราสามารถกำจัดปัญหาเหล่านี้ออกไปได้ด้วยการเลือกรับ ประทานอาหาร

★ นมอุ่น
เพราะในน้ำนมนั้นจะประกอบไปด้วยกรดอะมิโน ที่จะช่วยทำให้เรานอนหลับสบาย
ควรดื่มในตอนเย็น แต่ถ้าเป็นนมพร่องมันเนยได้ก็จะดีมากเลยล่ะ

★ ละเว้นอาหารหนักๆ ในมื้อเย็น
เพราะถ้าเรามาทานอะไรหนักๆ
ในตอนเย็นนั้นกระเพาะของเราต้องย่อยอาหารในปริมาณมาก ๆ จนทำให้ร่างกายพักผ่อนได้ไม่เต็มที่
ทางที่ดีคือ ควรทานอาหารมื้อเย็นให้เร็วขึ้นและลดปริมาณให้น้อยลง จะดีที่สุด

★ ทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต
เพราะคาร์โบไฮเดรตจะช่วยให้ร่างกายผลิตสาร Serotonin ซึ่งเป็นสารเคมีที่จำเป็นต่องสมอง
ทำให้เรานอนหลับได้สนิท ฉะนั้นเราควรบริโภคคาร์โบไฮเดรตให้เพียงพอในแต่ละวัน

หาก คืนนี้คุณอยากจะนอนหลับสบายล่ะก็
อย่าลืม ! นำวิธีนี้ไปใช้กันดูนะคะ รับรองว่าคุณจะนอนหลับได้สบายๆ แถมตื่นมาด้วยความสดชื่นอีกด้วย

เทคนิคการทำไข่เจียวให้ฟูกรอบนุ่มอร่อย

มกราคม 28th, 2010 by เด็กชายธีรภัทร ปานวงษ์

เทคนิคการทำ “ไข่เจียวธรรมดา” ให้ฟู แถมกรอบนอกนุ่มในแบบไม่พึ่งตัวช่วยใด ๆ

เทคนิคการทำ “ไข่เจียวธรรมดา” ให้ฟู แถมกรอบนอกนุ่มในแบบไม่พึ่งตัวช่วยใด ๆ

บ่อยครั้งที่เรามักจะเห็นคำถาม เกี่ยวกับการทำไข่เจียวให้อร่อย
ในห้องก้นครัว เรียกว่าเป็นคำถามยอดฮิตเลยทีเดียว

เนื่องจากเป็นเมนูที่ทำให้อร่อยได้ง่าย ถ้ารู้จักเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ
ซึ่งในกระทู้นี้เราจะว่ากันด้วยการทำ “ไข่เจียวธรรมดา” คือไม่ใส่เนื้อสัตว์
หรือผักอะไรใด ๆ ให้วุ่นวายให้เป็นไข่เจียวที่ “ทำง่ายมากและอร่อย”

มาดูกันว่ามันจะง่ายแค่ไหน กับผลที่ได้ตามภาพนี้

เทคนิคที่ว่านั้นคือการใช้ “หม้อ” ในการเจียวไข่
นอกจากเราไม่ต้องกลัวรูปร่างไข่จะไม่สวยแล้ว
เรายังสามารถทำให้มันฟูและหนาได้ตามความต้องการ
โดยไม่ใช่ตัวช่วย หรือสารประกอบใด ๆ ทั้งสิ้น
(ตามปกติแล้ว การใส่หมูสับ หรือใส่แป้งลงไป จะทำให้ไข่หนาขึ้นมาได้มากขึ้น
แต่ว่าวันนี้เราต้องการเป็นเนื้อไข่ไก่ล้วน ๆ)

เครื่องมือ+เครื่องปรุงวันนี้มีแค่ 3 – 4 อย่างเท่านั้น
- ไข่ไก่ 2 ฟอง- ซีอิ้วขาว- หม้อ + น้ำมันสำหรับทอด

สิ่งที่ยังขาดไม่ได้ก็คือ “ไฟ” ต้องมีความแรงอยู่พอสมควร
แต่ไม่ถึงกับต้องแรงจัดคนที่ไม่มีเตาเร่ง หรือเตาฟู่ ก็ยังพอทำได้

นำหม้อใส่น้ำมันพืช แล้วนำไปตั้งไฟพอให้เริ่มมีควันเล็กน้อย ไม่ถึงกับควันโขมงนะ

สำหรับหม้อขนาดนี้ ใช้ไข่ 2 ฟอง กำลังเหมาะ
ถ้าใช้ 3 ฟองก็ยังพอได้อยู่
แต่มันจะฟูขึ้นมาจนเกือบล้น เวลาทอดเดี๋ยวคอยดูละกันเนอะ

ปรุงรสด้วยซีอิ็วขาวเพียงอย่างเดียว แล้วตีเร็วๆให้เข้ากัน

ตีเสร็จแล้ว อย่าวางทิ้งไว้รีบเอาลงกระทะเลย
ฟองอากาศมันจะได้ยังแฝงตัวอยู่ในเนื้อไข่ ไม่ลอยขึ้นมาจนหมด

จำไว้ว่า ถ้าอยากได้ไข่ที่ฟูกรอบน้ำมันจะต้องมากพอ
แต่ก็ต้องไม่มากเกินไป และต้องร้อนระดับควันขึ้นฉุย ๆ แต่ไม่ใช่ควันโขมง

นับ 1

2

3

เมื่อเทไข่ลงไป ก็จะได้ผลอย่างที่เห็นในรูปมันฟูออกมาพอดี ๆ หม้อ
เป็นไข่เจียวกลม ๆ หนา ๆ ที่แสนน่ากิน

กลับแล้ว 1 รอบ

ทอดไปสักครู่ จนเริ่มเห็นว่าผิวด้านบนของไข่ เริ่มแห้ง

พลิกอีกครั้งหนึ่ง เพราะไข่เจียวด้านแรก มักจะสวยกว่าอีกด้านเสมอ

เสร็จแล้วช้อนขึ้นมา
เอามาวางไว้บนตะแกรงเพื่อสะเด็ดน้ำมัน
ถ้าเป็นไข่แบบบีบมะนาว รับรองแฟ่บตั้งแต่ตักขึ้นจากกระทะ

ด้านข้าง ของเจ้าไข่เจียวทอดหม้อ ฟูแล้วไม่แฟ่บ

การใช้หม้อทอดไข่ เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ได้ทุกข้อเลยค่ะ
ทั้งความง่ายในการทอดโดยเฉพาะอย่างยิ่งการกลับไข่

ที่ทุกคนเป็นห่วงเพราะดูแล้วหม้อมันจะคับแคบ
และกลับยากแต่ว่าไม่ได้เป็นอย่างที่คิด
เพราะไข่จะลอยอยู่บนน้ำมัน และไม่ได้แตะก้นหม้อแต่อย่างใด

ดังนั้นการกลับก็แค่ใช้ตะหลิว
หรือแม้กระทั้งช้อนกินข้าวนี่ล่ะตลบมันกลับอีกด้าน
ไม่ต้องกลัวมันแตกหรือขาดอย่างเวลาใช้กระทะทอดด้วย

คือทำอย่างไรมันก็จะเป็นรูปกลม ๆ หนา ๆ น่ากินเช่นนี้เสมอ ๆ
นอกจากจะฟูแล้วไม่แฟ่บ มันยังมีเนื้อไข่สีเหลือง ๆ นุ่ม ๆ ให้เราได้สัมผัสด้านในด้วย
ไม่ใช่ว่าฟูกรอบจนไม่เหลือเนื้อไข่นะแบบนี้สิ ไข่เจียวในฝันเลย

เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอมม

เป็นไข่เจียวที่ทำง่าย อร่อยง่าย และพลาดยากมาก ๆ
ขอเพียงมีอุปกรณ์ที่เหมาะสม และใกล้เคียง
ส่วนเทคนิคในการทำนั้นแทบไม่มีอะไรเลย เป็นไข่เจียวที่ทอดทีไรก็ออกมาเหมือนกันทุกครั้ง แบบไม่ต้องลุ้นเลย

เนื้อไข่ฟูด้านนอก นุ่มนิ่มด้านในไม่อมน้ำมันด้วยนะ

บอกลาไข่แบน ๆ แฟ่บ ๆ ขาดรุ่งริ่ง อมน้ำมันไปได้เลยไข่เจียว in a pot !!

ตอนรับวาเลนไทน์ด้วยช็อกโลแลต

มกราคม 28th, 2010 by เด็กชายธีรภัทร ปานวงษ์

วันวาเลนไทน์นั้นมีมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน ในกรุงโรมสมัยก่อนนั้น วันที่ 14 กุมภาพันธ์ จะเป็นวันเฉลิมฉลองของจูโน่ซึ่งเป็นราชินีแห่งเหล่าเทพและเทพธิดาของโรมัน ชาวโรมันรู้จักเธอในนามของเทพธิดาแห่ง อิสตรีและการแต่งงาน และในวันถัดมาคือวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ก็จะเป็นวันเริ่มต้นงานเลี้ยงของ Lupercalia การดำเนินชีวิตของเด็กหนุ่มและเด็กสาวในสมัยนั้นจะถูกแยกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีประเพณี อย่างนึง ซึ่งเด็กหนุ่มสาวยังสืบทอดต่อกันมา คือ คืนก่อนวันเฉลิมฉลอง Lupercalia นั้นชื่อของเด็กสาวทุกคนจะถูกเขียนลงในเศษกระดาษเล็ก ๆ และจะใส่เอาไว้ในเหยือก เด็กหนุ่มแต่ละคนจะดึงชื่อของเด็กสาวออกจากเหยือก แล้วหลังจากนั้นก็จะจับคู่กันในงานเฉลิมฉลอง บางครั้งการจับคู่นี้ ท้ายที่สุดก็จะจบลงด้วยการที่เด็กหนุ่มและเด็กสาวทั้งสองนั้นได้ตกหลุมรักกันและแต่งงานกันในที่สุด

ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง (Claudius II) นั้น กรุงโรมได้เกิดสงครามหลาย ครั้ง และคลอดิอุสเองก็ประสบกับปัญหาในการที่จะหาทหารจำนวนมากมายมหาศาลมาเข้าร่วมในศึกสงคราม และเขาเชื่อว่าเหตุผลสำคัญก็คือ ผู้ชายโรมันหลายคนไม่ต้องการจากครอบครัวและคนอันเป็นที่รักไป และด้วยเหตุผลนี้เอง ทำให้จักรพรรดิคลอดิอุสประกาศให้ยกเลิกงานแต่งงานและงานหมั้นทั้งหมดในกรุงโรม ถึงกระนั้นก็ตาม ยังมีนักบุญผู้ใจดีคนหนึ่งซึ่งชื่อว่า ท่านนักบุญวาเลนไทน์ ท่านเป็นพระที่กรุงโรมในสมัยของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง ท่านนักบุญวาเลนไทน์และนักบุญมาริอุส ได้จัดตั้งกลุ่มองค์กรเล็ก ๆ เพื่อช่วยเหลือชาวคริสเตียนที่ตกทุกข์ได้ยากเหล่านี้ และได้จัดให้มีการแต่งงานของคู่รักอย่างลับ ๆ ด้วย

และจากการกระทำเหล่านี้เอง ทำให้นักบุญวาเลนไทน์ถูกจับและถูกตัดสินประหารโดยการตัดศีรษะ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ประมาณปีคริสต์ศักราชที่ 270 ซึ่งถือเป็นวันที่ท่านได้ทนทุกข์ทรมานและเสียสละเพื่อเพื่อนมนุษย์

การสอบสัมภาษณ์

มกราคม 14th, 2010 by เด็กชายธีรภัทร ปานวงษ์

   

แนวข้อสอบสัมภาษณ์ อย่าง่าย ๆ
1.   เดินเข้าไปหน้าโต๊ะกรรมการสอบ ให้ทำความเคารพด้วยการไหว้ และกล่าวคำว่า สวัสดีคับ/คะ ควรยืนตรงกลางด้านหน้ากรรมการ  ปกติจะมี 3 คน
2.   ถ้ากรรมการเชิญนั่งให้กล่าวคำขอบคุณแล้วนั่งเก้าอี้  นั่งแล้วควรขยับให้นั่งสบาย ไม่ควรนั่งชิดพนักจนเกินไป
ถ้ากรรมการไม่เชิญนั่งให้แนะนำตัวต่อเลย ตามนี้
   1.   สวัดดีคับกระผมชื่อ…………………………..ลำดับที่……………เลขประจำตัวสอบ………………………….
สมัครสอบในตำแหน่ง………………………..ระดับ………..มารายงานตัวเพื่อขอรับการสอบสัมภาษณ์คับ
 กรรมการเชิญนั่ง ตอนนั่งหากมีเอกสาร หรือport ให้ยื่นให้กรรมการตอนนั้นเลย  ( ถ้าไม่เชิญนั่ง ) ให้ต่อด้วย ข้อ 2
2.ประวัติการศึกษา
   ประวัติการศึกษา จบการศึกษาชั้นสูงสุดในระดับ…………………..  สาขาวิชา…………………….เมื่อปี พ.ศ………………………จากมหาวิทยาลัย………………………… คับ (หากกำลังเรียนต่อให้บอกว่า ขณะนี้กำลังศึกษาต่อในระดับ…………….มหาวิทยาลัย……………………
3.ประวัติการทำงาน
ให้แยกเป็นปี ๆ  หากมีการทำงานหลายที่  ถ้ามีที่เดียวให้บอกตำหน่งที่ทำงาน บริษัท ระยะเวลาการทำงานกี่ปี
4. ปัจจุบัน ทำงานอะไร ตำแหน่งอะไร

ข้อ 1 – 4 ให้เวลาประมาณ  ไม่เกิน 3 นาที
ต่อไป การตอบคำถามตามซองคำถาม หรือ คำถามที่กรรมการเตรียมไว้  คำถามก็จะมี
1.   ความรู้ทั่วไป  เหตุการณ์ปัจจุบัน ข่าวสาร
2.   พรบ กฏหมายต่าง ๆ เกี่ยวกับตำแหน่งที่เราสอบ
3.   ความรู้ทั่วไปในจังหวัด  คำขวัญ ชื่อผู้ว่า  otop  สถานที่ท่องเที่ยว  หรืออาจจะเป็นความรู้ในตัวจังหวัดเราเองเลยคับ
4.   การตอบคำถามไม่ควรประหม่า เมื่ออ่านคำถามเสร็จ ควรพักแปปนึงเพื่อคิด แต่ไม่ควรนานเพื่อให้กรรมการรู้ว่าเราคิดก่อนตอบ  ถ้าไม่ทราบ หรือไม่แน่ใจ ให้บอกว่า ไม่ทราบคับ และจะกลับไปหาข้อมูลมาเพิ่มเติมครับ
5.   การตอบคำถามควรตอบด้วยความกระชับ ไม่ยืดยาวจนเกินไป  ไม่ควรชักแม่น้ำทั้ง 5  ควรตอบด้วยใจความสำคัญของคำถามนั้น ๆ
6.   เมื่อตอบคำถามเสร็จ กรรมการจะถามว่ามีอะไรจะถามต่อไหม  ควรตอบว่า ไม่มี  หากว่าตอบว่ามีกรรมการเค้าจะรุ้ว่าเราไม่ได้เพรียมข้อมูลมา
7.   พอกรรมการบอกว่าเรียบร้อยละ ให้ไหว้ และกล่าวคำขอบคุณ   ยืนขึ้น  และทำความเคารพอีกรอบ และเดินออกทางออกที่เค้าเตรียมไว้ให้  ไม่ควรเดินย้อนกลับไปทางที่นั่งรอสอบสัมภาษณ์
8.   หลังสอบสัมภาษณ์เสร็จควรออกจากที่สอบทันที ไม่ควรพูดคุยกับเพื่อนที่รอสอบ เดวกรรมการจะตัดคะแนนคับ
9.   การสอบสัมภาษณ์เป็นการวัดปฏิภาณ  ไหวพริบ ในการเตรียมตัวของผู้เข้าสอบ  ไม่ควรใจร้อน ตอบโดยไม่คิด   ควรมีความมั่นใจ  ไม่ประมาท  มีสมาธิ์  แค่นี้ก็อ สบายแล้ว  โชคดีคับ

15 สาเหตุที่ทำให้เราอ่อนเพลีย

มกราคม 13th, 2010 by เด็กชายธีรภัทร ปานวงษ์

   

15 คำตอบ เวลาที่คุณรู้สึกไม่มีเรี่ยวแรง เวลาที่เราอ่อนเพลีย
เรามักโทษความเครียดและการนอนน้อย
แต่ยังมีสิ่งผิดปกติอื่นอีกที่สามารถสูบพลังจนหมดตัว คุณได้
โชคดีที่เรามีวิธีเรียกพลังใจและกายกลับคืนมา

1. ใช้โทรศัพท์มากเกินไป คุณจะเสียน้ำในร่างกายไปทางปากขณะพูด
ซึ่งเป็นอาการที่เรียกว่า Phone-Fatigue
ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพนักงานตามศูนย์บริการลูกค้า
อาการขาดน้ำทำให้เลือดแข็งตัวและลดปริมาณออกซิเจนในร ะบบที่เป็นตัวให้พลังงาน
ดังนั้น ถ้าคุณใช้โทรศัพท์นาน ควรดื่มน้ำมากๆ ระหว่างคุย

2. ความดันเลือดต่ำ ความดันเลือดต่ำ คือ สาเหตุใหญ่ที่คุณหมดแรง
แพทย์ยังไม่รู้ว่าทำไม
แต่เป็นไปได้ว่ามันทำให้เลือดส่งไปยังสมองไม่เต็มที่
ซึ่งอาจทำให้อ่อนเพลีย
อาการที่พบได้บ่อยที่สุดในคนที่มีความดันเลือดต่ำคือ
รู้สึกหน้ามืดเวลาลุกขึ้นปุบปับ หรือเวลายืนนานๆ
ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์

3. เล่นเน็ตดึกเกินไป ฮอร์โมนเมลาโตนิน (Melatonin)
จะกระตุ้นให้เรานอนหลับ แต่แสงจากจอคอมพิวเตอร์อาจทำให้เราหลับยาก
โดยเฉพาะเมื่อคุณกำลังดูสิ่งที่สนใจอยู่ ซึ่งทำให้คุณมักนอนดึก
และมีเวลานอนหลับน้อยลง ให้คุณทำอย่างอื่นที่ผ่อนคลายกว่า เช่น
อ่านหนังสือแล้วดูสิว่าคุณจะตื่นตัวมากกว่าเดิมในวัน ใหม่หรือเปล่า

4. กินอาหารไม่เต็มที่ การเฝ้ารออาหารจะเพิ่มปริมาณน้ำย่อย
และทำให้เราดูดซับสารอาหารได้มากขึ้นที่มันเกี่ยวกับ อาการอ่อนเพลียก็เพราะการขาดธาตุเหล็ก
คือหนึ่งในสาเหตุของความอ่อนเพลียที่พบมากในผู้หญิง
ดังนั้นไม่ว่าอะไรที่เพิ่มระดับสารอาหารให้คุณก็จะเพ ิ่มพลังใจและกายให้ด้วย

5. ไม่ออกกำลัง นักวิจัยพบว่าคนที่ออกกำลังอย่างน้อย 20 นาที
แม้จะแค่อาทิตย์ละครั้งก็จะรู้สึกอ่อนเพลียน้อยกว่าค นที่ไม่ออกกำลังเลยประมาณ 30%
ถ้าเห็นว่าออกกำลังเป็นเรื่องยากเกินไปให้คุณกินผักแ ละผลไม้เพิ่ม
คนที่กินผักผลไม้อย่างน้อย 4 – 5 จานต่อวันจะออกกำลังได้อย่างสบายๆ

6.. อิทธิพลของเดือนเกิด ถ้าคุณเกิดเดือนธันวาคม หรือมกราคม
จะอ่อนเพลียในช่วงเย็นมากกว่าคนที่เกิดเดือนมิถุนายน
หรือกรกฎาคมที่จะขี้เซาในยามเช้า นักวิทยาศาสตร์บอกว่า
การสัมผัสของแสงแดดยามเช้าประมาณ 15 นาที จะทำให้คนประเภทหลังตาสว่าง
ส่วนกาแฟยามบ่ายจะเพิ่มพลังให้กับคนประเภทแรก

7. กรามแข็ง คุณสามารถใส่นิ้ว 3
นิ้วเรียงเป็นแนวตั้งเข้าปากพร้อมกันหรือเปล่า ถ้าไม่ได้
คุณคงมีปัญหาที่เรียกว่า โรค TMJ (TemporomandiBular Joint Disorder)
แพทย์บอกว่ามันคือความไม่สมดุลระหว่างกล้ามเนื้อใกล้ กราม
และตำแหน่งของฟัน อาการทั่วไปคืออ่อนเพลีย และปวดหัว ปวดคอ หรือไหล่
ควรปรึกษาทันตแพทย์

8. ธรณีหน้าต่างสกปรก จากการวิจัยพบว่า 88%
ของบ้านทั่วไปจะมีราขึ้นตามหน้าต่าง และการแพ้เชื้อราเหล่านี้เองคือ
สาเหตุหนึ่งของความอ่อนเพลียใช้ผงซักฟอกทำความสะอาดแ ละตรวจดูผ้าม่านอาบน้ำของคุณด้วยว่ามีราหรือเปล่า

9. ไม่ได้เอาผ้าห่มไปผึ่งแดด
ระดับความขึ้นสูงทำให้ไรฝุ่นเติบโตได้ดี มันอาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบตามหลอดลมในปอด
ทำให้หายใจติดขัดและนอนหลับไม่สนิทและเป็นสาเหตุของค วามอ่อนเพลียในวันต่อมา
นำผ้าห่มผึ่งแดดเป็นประจำเมื่อความชื้นหมดไป ก็ไม่มีไรฝุ่น

10. เชื่องช้า งุ่มง่าม ร่างกายจะใช้พลังงานมากขึ้นเมื่อคุณงุ่มง่าม
เพราะปริมาณกลูโคสเข้าสู่สมองน้อยลง คุณเลยอ่อนเพลีย
การผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดทำได้โดยเหวี่ยงแข นไปหน้าและหลัง
สลับทีละแขน

11. อยู่ใกล้คนมองโลกในแง่ร้าย
คนที่มองทุกอย่างในแง่ร้ายจะฉุดพลังคุณหดหายไปด้วยเพ ื่อลดอิทธิพลของพวกเขาให้จินตนาการว่า
คุณกำลังใส่เสื้อคลุมสีดำเวลาคุยกันก็จะยับยั้งไม่ให ้คุณดูดพลังแง่ลบจากพวกเขาได้

12. อยู่ใกล้เครื่องใช้ ไฟฟ้ามากเกินไป
ขั้วบวกที่มาจากอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์หรือเครื่องปรั บอากาศอาจกระตุ้นให้เกิดฮอร์โมนที่ทำให้เราอ่อนเพลีย และซึมเศร้า
ให้เสียบปลั๊กตัวแปลงขั้วไฟฟ้าเพื่อเพิ่มระดับของขั้ วลบที่เสริมพลังในอากาศ

13. ลืมดื่มกาแฟตอนเช้า ถ้าคุณไม่ได้ดื่มกาแฟยามเช้า
พลังกายและใจอาจตกวูบในวันนี้ จากงานวิจัยพบว่าผู้ร่วมวิจัย 50%
มีอาการอ่อนเพลียถ้าไม่ได้ดื่มกาแฟถ้วยแรกของวัน ซึ่งมีถึง 13%
ที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย

14. บ้าน..รก ผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ยบอกว่ากองสิ่งของรกเกะกะจะทำ ให้สถานที่นั้นขาดพลัง
และกระตุ้นให้คุณขาดพลังไปด้วยคุณไม่ต้องถึงกับเก็บท ุกอย่างในทันที
แค่สะสางพื้นที่อาทิตย์ละครั้งก็ใช้ได้

15. ร่างกายมีปัญหา แม้ว่าการเจ็บหน้าอกคือสัญญาณหลักๆ
บอกถึงอาการโรคหัวใจ แต่สำหรับเพศหญิงสัญญาณนั้นอาจเป็นความอ่อนเพลีย
ซึ่งมีมากถึง 70% ที่อ่อนเพลียภายในเดือนนั้น ก่อนหัวใจกำเริบ
สัญญาณอื่นๆ 43% ของผู้หญิงไม่มีอาการเจ็บ หน้าอกเลย
แม้โรคหัวใจจะกำเริบก็ตาม
พบผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือนเป็นโรคหัวใจน้อยมาก

ดนตรีเพื่อสุขภาพ

มกราคม 12th, 2010 by เด็กชายธีรภัทร ปานวงษ์

ดนตรีเพื่อสุขภาพ

ดนตรี เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนชอบเพราะดนตรีมีสีสันความงดงามทำให้ทุกคนเกิดความสุขความเพลินเพลินได้เวลาที่ฟัง ดนตรีสามารถนำมารักษาโรคได้ เนื่องจากการวิจัยในและต่างประเทศ ในช่วง 60 ปี ที่ผ่านมาพบว่าดนตรีสามารถรักษาโรคได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับเสียง ,ความดัง และความเร็วของจังหวะที่ได้ยิน จะทำให้บุคคลนั้นมีสภาพร่างกายที่ดีหรือเลวก็ได้ เป็นต้นว่า ถ้าได้ฟังเพลงจังหวะที่ช้า ผ่อนคลายสบาย ระดับเสียงปานกลาง นุ่มนวล จะรู้สึกผ่อนคลายสบาย ๆ แต่ถ้าฟังเพลงจังหวะเร็ว ดังมาก หรือความเข้มระดับเสียงที่สูง จะทำให้คนป่วยได้ มีรายงานทางอินเตอร์เน็ต เมื่อเดือนสิงหาคม 2548 พบว่าเครื่องเสียงในรถยนต์ที่มีกำลังมาก ดังมาก มีความแรง กระทบกับผู้ฟัง ทำให้ปอดฉีกได้หรือทำให้หัวใจวายตายได้ด้วย ฉะนั้นการฟังเสียงดังมาก ๆ จะเกิดคลื่นเสียงอัดผ่านอากาศเข้าไปในตัวเราได้ และทำให้ช่องอากาศในปอดเกิดความดันขึ้นทะลุได้ การร้องเพลงเพื่อสุขภาพ

ต้องเก็บกักลมหายใจ ให้ถูกต้อง นิ่งอย่างมีสมาธิ ถ้าร้องเพลงเพื่อสุขภาพเพื่อบำบัดรักษาให้มีภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้น ให้มีพลังมากขึ้นจะต้องมีสมาธิในการร้องเพลง ทำจิตใจให้ผ่องแผ่ว ปลอดโปร่ง โดยการหลับตา นั่งให้สบาย ดึงความคิดความกังวล ความเครียดพัก 1 นาที รับรู้ลมหายใจที่ผ่านเข้าออกทางจมูกตลอดเวลา  

จากการศึกษาวิจัยทั้งในและต่างประเทศ ยืนยันว่า การฝึกสมาธิทำให้เกิดภูมิต้านโรค ทำให้จิตใจ สุขสงบ ผ่อนคลาย มีสติ ความนึกคิดที่เป็นระบบที่ดี นำมารักษาโรคร่วมกับการรักษาทางการแพทย์  

การร้องเพลง ควรไม่คิดเรื่องอื่นเลย ร่างกายจะหลั่งสารแผ่วความสุขออกมาทำให้ภูมิต้านทานโรค มีกลไกการตอบสนองต่อเสียงเพลง เสียงร้อง ช่วยให้สุขภาพแข็งแรงและการศึกษา ดร.อีโมโต้ ได้มีรายงานน่าสนใจใน 1 ปีที่ผ่านมาว่าน้ำในตัวเราหรือน้ำดื่มสามารถตอบสนองต่อเสียงเพลงได้ ทำให้น้ำนี้มีพลังขึ้น เนื่องจากว่าน้ำสามารถตอบสนองต่อคลื่นของเสียงที่มีคุณภาพได้ น้ำจะเปลี่ยนประจุเกิดพลัง เมื่อเราใช้ดื่มจะช่วยบรรเทาอาการรักษาโรคได้ จากการวิจัยพบว่า น้ำที่ผ่านการสวดมนต์หรือเสียงเพลงเข้าไป เมื่อนำไปตกผลึก ซึ่งผลึกนั้นจะเกิดความสวยงาม ส่วนนี้ในตัวเราจะเป็นน้ำอยู่ 2 ใน 3 ส่วนของร่างกาย ถ้าเราร้องเพลงหรือฟังเพลงที่มีคุณภาพ ตั้งสมาธิ สติ ให้ดีในช่วงร้องเพลงหรือฟังเพลง ทำให้น้ำในร่างกายมีพลังขึ้น เรามีกำลังต่อสู้ กำลังใจ ต่อสู้อุปสรรคต่าง ๆ สุขภาพดีขึ้น  

ถ้าเราฟังเพลงที่มีขนาดของจังหวะเพลงเท่ากับอัตราการเต้นของหัวใจในภาวะปกติไม่ดังเกินไปจะทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย เพลิดเพลิน สุขภาพดี  

ในการเลือกเพลงที่จะร้อง ควรเลือกเพลงที่มีจังหวะงดงาม ไพเราะ ง่ายต่อการร้องใกล้เคียงกับระดับเสียงของเราด้วย การร้องเพลงโชว์บนเวทีกับการร้องเพลงเพื่อสุขภาพจะไม่เหมือนกัน การร้องเพลงบนเวที ต้องซ้อม ทั้งท่วงท่า การร้องไม่ให้ผิดเลย คนฟังจะชื่นชม แต่การร้องเพลงเพื่อสุขภาพ จะร้องให้เรามีความสุข พอใจ ร้องในเวลาที่อยากจะร้อง เงียบสงบในเวลาว่าง ตั้งใจเพื่อบำบัดตัวเราเองหรือคนใกล้ตัว คนที่เรารักให้มีความสุข มีสุขภาพที่ดี มีภูมิต้านทานโรคเพิ่มขึ้นมีความคิดที่เป็นระบบ มีสติร้องอย่างตั้งใจ ห่วงใย ด้วยความรักที่อยากให้คนนั้นได้ฟัง จะต้องเลิกเพลงที่เราชอบมาก และร้องได้ดี ร้องหลาย ๆ เที่ยว เทคนิคในการร้องเพลงทำให้สุขภาพดีควรจะร้องในที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี เช่น ใต้ต้นไม้ใหญ่ในเวลาเที่ยงตรง เพราะในช่วงนั้นต้นไม้ปล่อยออกซิเจนออกมามาก ดวงอาทิตย์จะแผ่รังสีแสงออกมาก จะมีกำลังมาก ถ้าเรานั่งแล้ว เท้าวางบนพื้นดิน จะมีไอดินออกมาด้วย อากาศจะบริสุทธิ์ ช่วยในการรักษาขณะที่ร้องเพลง 3 เพลงติดต่อกัน เราจะต้องหายใจมากขึ้น จะสูดอากาศบริสุทธิ์สุขภาพจะดีขึ้น เราจะได้รับพลังจากต้นไม้ แสงอาทิตย์ พื้นดิน และพลังจากเสียงดนตรีจิตที่ขัดเกลาแล้ว จิตที่มีสมาธิร่วมกับการ้องเพลงอย่างมีคุณภาพจะทำให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น โดยเฉพาะยิ่งในช่วงสุดท้ายของชีวิต ใช้วิธีการรักษาหลายแบบเข้ามาผสมผสาน ใช้ธรรมชาติบำบัด และดนตรีบำบัดจะสำคัญมากในช่วงนี้ ไม่ว่าวิธีใดในการรักษาผู้ป่วย ล้วนแต่เป็นวิธีที่มีประโยชน์ทั้งนั้น แต่ต้องใช้วิจารณญาณในการตัดสินและเลือกผสมผสาน เข้าไปให้เข้ากับธรรมะหรือคำสอนของศาสนามาใช้ดูแลผู้ป่วยจะได้ประโยชน์ที่สุด และต้องมีจิตใจที่ดีมีธรรมะก่อน จะนำมาใช้ผสมผสานกับวิธีต่าง ๆ ได้ ประโยชน์ของการร้องเพลง

- ฝึกอวัยวะที่ใช้ในการพูด การหายใจ
- สร้างความสุข ความพอใจ
- ฝึกการแสดงออก สร้างความมั่นใจ
- ฝึกสมาธิ การฟัง การใช้ภาษา
ควรร้องเพลงไม่จำเป็นต้องเป็นนักร้องอาชีพ ควรร้องเพลงด้วยความรู้สึกที่แท้จริงว่ามีความสุขใจ แล้วจะรักษาตัวเองได้
อายุ 4 – 7 ปี ควรปรบมือให้เข้ากับจังหวะ หรือใช้เครื่องเขย่า ไม่ควรบังคับให้เด็กเล่นเครื่องดนตรียาก เช่น เปียโน จะทำให้เด็กเครียด การฟังเพลง

ถ้าฟังเพลง โดยไม่คิดอะไรวอกแวก ตั้งใจฟังมีสมาธิต้องไม่มีอารมณ์มาแทรกภายใน 2 – 3 นาที ที่เพลงบรรเลงจิตจะนิ่งขึ้น เกิดความสงบ ประโยชน์การเคลื่อนไหวร่างกายร่วมกับการฟังเพลง

- บริหารสมองสร้างความสมดุลทั่วร่างกายและจิตใจ
- ฝึกการประสานงานของประสาทมองเห็น การมองเห็น การรับฟังและการเคลื่อนไหว
- เพิ่มองศาและกำลังของการเคลื่อนไหว  

การฟังเพลงที่มีท่วงทำนองที่ไพเราะ นุ่มนวล มีชีวิตชีวา สร้างสรรค์ ให้ความหมายที่ดี นอกจากเพลงที่ชอบฟังเป็นประจำแล้ว หากมีเวลาควรฟังเพลงให้ได้หลากหลายประเภท และไม่ควรฟังเพลงพร้อมกับทำงานที่ต้องใช้ความคิด อาจได้งานที่ไม่มีประสิทธิภาพพอ  

เด็กที่อยู่ในครรภ์มารดาประมาณ 6 เดือน สามารถตอบสนองเสียงเพลงได้ยินจนกระทั่ง 7 ขวบ เป็นช่วงที่ประสาทหูมีการพัฒนาได้ดีที่สุด ฉะนั้นในช่วงอายุ 4 – 7 ปี ได้ฟังแต่เสียงที่มีคุณภาพ เสียงเพลงที่มีความไพเราะ เสียงพูดคุยต่าง ๆ เสียงธรรมชาติ เสียงที่ดี หลีกเลี่ยง เสียงที่มลภาวะเป็นพิษ ทำให้ใยประสาทในสมองเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความฉลาด ความรู้สึกทางด้านจิตสำนึก จิตวิญญาณดีมีคุณภาพ ดังนั้นเด็กช่วงอายุ 4 – 7 ปี เป็นช่วงอนุบาล จะมีกิจกรรมที่เป็นดนตรี เป็นส่วนมาก แต่ไม่ใช่ให้เด็กช่วงนี้ไปเรียนดนตรีหรือบังคับไปโรงเรียนดนตรี ทำการบ้านเกี่ยวกับดนตรีอย่างขะมักเขม้น สอบแข่งเปียโนเพราะเป็นการทำร้ายจิตใจเด็ก จะปิดกั้นความคิดของเด็ก การที่จะให้เด็กเรียนดนตรี ควรเลียนแบบพ่อแม่ เช่น พ่อแม่สอนร้องเพลง หรือฟังเพลงกับลูก แค่นี้เพียงพอแล้วเพราะสัญชาตญาณของมนุษย์ ชอบฟังเพลงอยู่แล้ว และมนุษย์มีจังหวะในตัวคือการเต้นของหัวใจ ตอบสนองต่อเสียงดนตรี แต่ให้เด็กค่อยเป็นค่อยไป อย่าบังคับ จะทำให้เด็กเกลียดดนตรี  

จากการวิจัยพบว่า ดนตรีสามารถรักษาความเจ็บป่วยได้ ในเรื่องของการลดความเจ็บปวด การทุกข์ทรมานในโรคมะเร็ง ดนตรีที่มีคุณภาพสามารถช่วยบรรเทา ความเจ็บปวดหลังการผ่าตัดลดความเจ็บปวดในผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยมะเร็งเรื้อรัง ผู้ป่วยใกล้เสียชีวิตทำให้สบายใจขึ้น มีสติ มีความสงบ จากโลกนี้ไปด้วยความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยของคนไทย ที่ทำมากคือ การใช้ดนตรีในห้องไอซียู ทำให้คนไข้ในไอซียูนอนหลับได้ดีขึ้น นานขึ้น การนอนหลับนาน จะทำให้โรคหายเร็วขึ้น  

ผลการฟังเพลงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งร่างกายและจิตใจ ในสมองของเราส่วนที่เป็น ธาลามัส Cerebral Cotex จะรับเสียงดนตรีเข้าไป ส่งผ่านทางด้านร่างกายระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งดีและไม่ดีขึ้นอยู่คุณภาพเพลงที่ฟัง และยังค้นพบว่าในห้องพักของอาชญากรที่ฆ่าคนตายหลายสิบศพ มีซีดีเพลงเป็นเฮฟวี่เพลงร็อค เพลงเสียงดัง แรง เร็ว มาก ผลทั้งทางด้านร่างกายจิตใจ ทำให้อัตราการหายใจ อัตราการเต้นของหัวใจความดันโลหิตเปลี่ยนแปลงไปตามเสียงที่ได้ยิน เสียงสูง ดัง เร็ว จะทำให้ตื่นเต้นตกใจ หัวใจเต้นเร็วขึ้น เหนื่อยมากขึ้นได้ เช่น เสียงตวาด เสียงคนทะเลาะกัน เสียงแตรรถบีบเร่งเร้า เสียงมอเตอร์ไซด์เร่งคันเร่ง จะทำให้เกิดความเจ็บป่วยถ้าหากได้ฟังนาน ๆ และทั้งด้านจิตใจมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ สติ ความนึกคิด  

ระดับเสียงที่ควรหลีกเลี่ยงคือระดับเสียงที่มีความดังเกิน 80 เดซิเบล ทำให้เกิด ความเครียด ความเหนื่อย ทำลายโรคประสาทแก้วหู หูหนวก ปอดฉีกได้ เช่นเสียงของโทรศัพท์มือถือที่ไม่ใช่เสียงเพลง เป็นเสียงแหลม ๆ ถ้าฟังวันละหลาย ๆ รอบ อาจเป็นอันตรายได้ ควรฟังเพลงจังหวะให้ใกล้เคียงกับจังหวะการเต้นของหัวใจในภาวะปกติ คือ 70 – 80 ครั้งต่อนาที ประโยชน์ของการฟังเพลง

1. ทำให้มีความสุข และเพลิดเพลิน
2. ลดความเจ็บปวด
3. มีสติความนึกคิดอารมณ์ที่ดี
4. ทำให้ผ่อนคลาย ลดความกังวล ข้อแนะนำการฟังเพลง

- จังหวะ ช้า ๆ ปานกลาง, เร็ว,กระชับ
- ทำนองเพลงไพเราะ อ่อนหวาน,สนุกมีชีวิตชีวา สดชื่น ร่าเริง แจ่มใส
- เสียงนักร้อง ระดับปานกลางชวนฟัง ทุ้ม นุ่ม ใส กังวาน ชัด
- เครื่องดนตรี ไวโอลิน กีต้าร์ เปียโน ขิม ที่เล่นด้วยมนุษย์ เสียงจะแน่น  

มีจิตวิญาณของคนเล่น ทำให้เกิดความรู้สึกละเอียดได้จากการถ่ายทอด ประเภทเพลงบรรเลง เพลงร้องที่เนื้อหาไม่ต้องคิดมาก ทำให้มีความสุข  

ปัจจัยที่ทำให้ฟังเพลงแล้วมีความสุข ต้องขึ้นอยู่กับอายุคนฟัง ถ้าอายุมาก ๆ ต้องฟังเพลงที่เขาชื่นชอบ หรือเป็นเพลงในยุคที่เขาระลึกถึงความหลัง จะมีความสุขได้หรือเป็นเด็กวัยทีน จะมีเมตบอสิซึมสูง พร้อมจะมีแอคชั่นแรง จะฟังที่มีจังหวะเร็วแต่มีคุณภาพ การฟังเพลงต้องขึ้นอยู่กับ การรับรู้ การรับคลื่นได้ด้วย เช่น คนโรคจิตหรือคนที่ไม่รับรู้ จะไม่มีประโยชน์ ประโยชน์ของการร้องเพลง

- ฝึกอวัยวะที่ใช้ในการพูด การหายใจ
- สร้างความสุข ความพอใจ
- ฝึกการแสดงออก สร้างความมั่นใจ
- ฝึกสมาธิ การฟัง การใช้ภาษา ควรร้องเพลงไม่จำเป็นต้องเป็นนักร้องอาชีพ ควรร้องเพลงด้วยความรู้สึกที่แท้จริงว่ามีความสุขใจ แล้วจะรักษาตัวเองได้ อายุ 4 – 7 ปี ควรปรบมือให้เข้ากับจังหวะ หรือใช้เครื่องเขย่า ไม่ควรบังคับให้เด็กเล่นเครื่องดนตรียาก เช่น เปียโน จะทำให้เด็กเครียด

การนอนดึกหรืออดนอน

มกราคม 12th, 2010 by เด็กชายธีรภัทร ปานวงษ์

การนอนดึกเป็นเหตุให้อายุสั้น เท่ากับเร่งวันตายให้ตัวเอง
การทำงานดึกทำให้ร่างกายล้า เหมือนกับ เครื่องยนต์ overload
ไม่ช้าเครื่องก็พัง วิธีแก้ไขในกรณีต้องทำงานดึก
(เพื่อไม่ให้ร่างกายโทรมเร็ว) ผู้ที่มีหน้าที่บริหารงาน
มักจะพบปัญหานี้กันมาก เพราะต้องเร่งงาน

ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับคนนอนดึก คือ
1. ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ เกิดอาการล้า
2. ระบบร่างกายจะรวน ดังนี้

ระบบการย่อยอาหาร
ท้องอืด ท้องเฟ้อง่าย อาหารย่อยไม่ดี ทำให้อุจจาระหยาบ
คืออาหารที่ทานเข้าไป ถ้าไม่นอนดึก อุจจาระจะสวย
ไม่มีเศษอาหารติดอยู่ เหมือนกับแท่งทอง (จริงเหรอ)
แต่ถ้าอดนอนแล้วอุจจาระจะหยาบ จะมีเศษ อะไรต่างๆ ติดอยู่
เหมือนกับรถที่มีเขม่าติด เกิดจากการที่ร่างกายย่อยไม่หมด เพราะล้า
แนวทางแก้ไข ให้ลดอาหารประเภทเนื้อ! อาหารเหนียวๆ
มิฉะนั้นลำไส้ทำงานหนัก ยิ่งนอนดึกแม้ เราหลับไปแล้ว
แต่ลำไส้ไม่หลับ ยังคงย่อยอยู่ต่อไป พอตื่นขึ้นมาก็เพลีย
ให้ทานไข่ นม แทนพวกเนื้อ ! ก็จะพอถูไถไปได้
มิฉะนั้นท้องจะผูกเป็นประจำ ริดสีดวงทวารจะถามหา
(ถ้าหากอ้วนก็ให้ทานนมแทนไข่)

ท้องผูก มี 2 ลักษณะ (ขอลงลึกหน่อยค่ะ) คือผูกแข็ง ผูกเหลว
1. ผูกแข็ง คือ อุจจาระแข็ง
2. ผูกเหลว คือ อาการถ่ายอุจจาระไม่หมด ยังค้างอยู่
แต่ลำไส้ล้า กระเพาะอาหารล้า ทำให้ไม่มี แรงบีบให้ออกจนหมด
ดังนั้นในวันหนึ่งๆ จึงต้องถ่ายหลายครั้ง โรคที่จะตามมาก็คือ
ผื่นคันบริเวณขาหนีบ (ไม่ใช่เพราะความสกปรกหมักหมม)
จะคันทั้งวัน ปกติอุจจาระจะกึ่งแข็งกึ่งเหลว
ถ้าแข็งแสดงว่าส่วนที่เป็นน้ำได้ซึมกลับเข้ามาในลำไส้
ซึ่งมันเป็นของเสียที่ต้องขับออก ผลก็คือทำให้น้ำเหลืองเสีย
ก็จะมาประทุบริเวณเนื้ออ่อนๆ เช่นที่ขาหนีบ
สาเหตุก็มาจากท้องผูกนั่นเอง เพราะฉะนั้น อย่านอนดึก

ถ้าต้องดึกก็ให้ออกกำลังหน้าท้อง ให้ท้องเกิดกำลัง
จะได้รีดอุจจาระออกมาได้เร็ว ทานเสร็จแล้วอย่านอน
ให้เดินสักครึ่งชั่วโมง เพราะพอขาได้เดิน
ลำไส้มันก็ต้องไปกับขาด้วย จะช่วยทำให้ย่อยได้ดีขึ้น
ท้องจะผูกน้อยลง ผื่นคันก็จะหาย
ถ้ายังไม่หาย (เนื่องจากอายุมาก) ให้ทานน้ำขิงสด
(ไม่ใช่ขิงผงเป็นซองๆ) พวกที่นอนดึกต้องให้ท้องอุ่นมากๆ
ให้หาผ้ามาห่ม เดี๋ยวท้องจะอืดเฟ้อ
บางทีต้องให้เท้าอุ่นด้วย ให้หา ถุงเท้ามาใส่ มิฉะนั้นเท้าจะชา
ระบบปัสสาวะ
ถ้านอนไม่ดึก ประมาณ 3-4 ทุ่ม พอตื่นเช้าขึ้นมา
จะปัสสาวะครั้งเดียวจบ แต่ถ้านอนดึก ยิ่งนอนตีหนึ่ง
กลางดึกจะต้องลุกเข้าห้องน้ำถี่ เพราะร่างกาย overload
ต้องการน้ำมาก กล้ามเนื้อข้างในจะบีบคั้นเอาพลังงานออกมาใช้
จึงต้องใช้น้ำมาก ผลก็คือปัสสาวะบ่อยทำให้พวกเกลือแร่
ที่อยู่ในร่างกายจะถูกขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะด้วย
ยิ่งอายุ 35 ขึ้นไปจะยิ่งแย่ (เฮ้อ อายุมากนี่อะไรๆ ก้อไม่ดี)
แนวทางแก้ไข ให้ทานแคลเซี่ยมเม็ดได้ แต่อย่ามาก
แค่ 1เม็ดก็พอ ถ้าทานมากจะทำให้แคลเซี่ยมพอก
คืออาการที่กระดูกงอกทับเส้นประสาท
(ถ้าเป็นแล้วต้องให้คนนวด และทานยาละลายแคลเซี่ยมช่วย)
ถ้าไม่ทานแคลเซี่ยมชดเชย จะทำให้เลือดจาง เม็ดโลหิตจาง

สรุปแล้วการอดนอน เท่ากับเร่งวันตายให้ตัวเอง
การนอนดึกต้องดื่มน้ำให้มาก และเติมเกลือในน้ำด้วย
คือพอเราดื่มแล้วมันออกมาหมดทั้งทางปัสสาวะและเหงื่อ
เราทานเกลือมากๆ ยังออกทางเหงื่อได้
แต่ถ้าทานแคลเซี่ยมมากทำให้กระดูกงอก
ส่วนโค้ก เป๊ปซี่ กระทิงแดง อย่าทาน
พอเราอยู่ดึกและกลั้นปัสสาวะ มันจะซึมกลับเข้าเส้นเลือด
ทำให้น้ำเหลืองเสีย ก็จะไปประทุที่ขาหนีบ หรือท้องแขน
เป็นเม็ดแดงๆ เป็นจ้ำขึ้นทั่วเลย บางคนไม่กลั้นแต่ดื่มน้ำน้อย
อาการก็จะเหมือนกับการโม่ แป้งฝืดๆ ลำไส้บีบตัวไม่ไหว
ต้องเค้น ก็จะเพลีย แต่ถ้าดื่มน้ำมาก ทำให้ถ่ายสบาย
ถ้าดื่มน้ำน้อย จะทำให้กรดยูเรียในร่างกายมีความเข้มข้น
พอเรากลั้นปัสสาวะมันก็จะซึมเข้าเส้นเลือด ทำให้น้ำเหลืองเสีย
ถ้ากลั้นบ่อยๆ จะทำให้ปัสสาวะไม่หมด

ระบบเหงื่อ
คนที่ไม่มีเหงื่อออก จะแย่ ถ้าขับเหงื่อให้ออกได้ร่างกายสบาย
ถ้าเหงื่อไม่ออกความร้อนภายในร่างกายจะระบายไม่ได้
ทำให้อึดอัด ของเสียในร่างกายก็ออกไม่ได้
โรคผิวหนังจะถามหา สิวฝ้าจะขึ้น เพราะฉะนั้น
ดื่มน้ำให้มากพอและออกกำลังกาย เท่านั้นพอเอาจนเหงื่อออกให้ได้
คนนอนดึกเหงื่อจะไม่ค่อยออก ของเสียตกใน
สิวฝ้าขึ้น มันก็จะไปออกทางปัสสาวะแทน ไตเลยทำงานหนัก

ระบบหายใจ
ระบบหายใจจะเสียตามมา ร่างกายจะเอาออกซิเจน
ไปแลกเลือดดำให้เป็นเลือดแดงได้ต้องมีความชื้น
ถ้าความชื้นน้อยมันจะไม่แลก ทำให้อึดอัด
เหมือนอยู่ห้องแอร์แล้วอึดอัด เพราะความชื้นไม่พอ
ไม่ใช่อากาศไม่พอ อากาศมันแห้งเลยเอาความชื้นในตัวเราไป
ทำให้ปอดทำงานไม่สะดวก และออกซิเจนไม่ได้
แนวทางแก้ไข ให้เอาน้ำใส่กะละมังไว้ข้างตัว
ยิ่งเป็นน้ำร้อนยิ่งดี ถ้าอึดอัดให้เอาผ้าหนุนเท้าให้สูง
เลือดก็จะไหลลงมาได้ จะทำให้นอนสบาย
การดื่มน้ำหวานๆ ตอนอยู่ดึกๆ ก็ช่วยได้
แต่อย่าหวานมากจะทำให้อ้วน
ถ้าจะให้ดีที่สุดอย่าอยู่ดึก ดึกได้เป็นครั้งคราวถ้าจำเป็น

คนนอนดึกเสียงจะแห้ง เพราะไตมันล้า
การใช้สบู่ ให้ใช้สบู่เด็ก เพราะเป็นสบู่อ่อนการกัดจะน้อย
อย่าใช้สบู่แรงๆ ให้ฟอกสบู่วันละครั้งก็พอ
ถ้าฟอกวันละหลายๆ ครั้งไขมันจะหมด จะทำให้ผิวแตก
ถ้าคันมากๆ อันเนื่องมาจากการนอนดึก
ถ้าเราไม่ทราบเราจะยิ่งฟอกสบู่หนักเข้าซึ่งไม่ดี ให้ฟอกวันเว้นวัน