Go to content Go to navigation Go to search

โลมา

มกราคม 14th, 2010 by เด็กชายธีรภัทร ปานวงษ์

 

ประวัติปลาโลมา

           ตำนานกรีก เล่าว่า เทพแห่งไวน์ของกรีก ชื่อ ไดโอนีซอส (Dionysos) แปลงลงมาเป็นมนุษย์ และได้โดยสารเรือข้ามจากเกาะอิคาเรีย (Ikaria) ไปยังเกาะนาซอสในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไดโอนีซอสนั้นแม้จะเป็นเทพ ทว่าไม่มีญาณหยั่งรู้ว่าเรือลำที่ตนโดยสารไปนั้นเป็นเรือโจร ลูกเรือจะปล้นผู้โดยสารทุกคนถ้วนหน้า เมื่อถึงคราวของไดโอนีซอส เขาจึงถูกลูกเรือปล้น และคิดจะจับเขาไปขายเป็นทาส ด้วยเหตุนี้ เขาจึงจำต้องแสดงตนว่าเป็นเทพ และสาปให้เรือมีเถาองุ่นขึ้นเต็ม มีเสียงขลุ่ยดังขึ้น พวกลูกเรือตกใจ จึงกระโดดน้ำหนีไปหมด และได้กลายร่างเป็นปลาโลมา มาจนกระทั่งทุกวันนี้ เมื่อกลายเป็นปลาโลมา นิสัยของลูกเรือก็เปลี่ยนไปด้วย กลายเป็นสัตว์ที่ใจดี มีเมตตา แถมยังช่วยเทพแห่งสมุทร คือ โพซิดอนหาเจ้าสาวอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ปลาโลมาจึงได้รับเกียรติจากโพซิดอน ตั้งชื่อ กลุ่มดาวกลุ่มหนึ่งว่า กลุ่มดาวโลมาอีกด้วย ที่จริงแล้วโลมาเคยเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่บนบกเหมือนมนุษย์ แต่เพื่อความพยายามหาอาหาร เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง และหนีศัตรู โลมาจึงค่อยๆปรับตัวให้ลงไปอยู่ในน้ำ เพื่อความอยู่รอดแทน นั่นเป็นตำนานของคนโบราณ แต่ในความเป็นจริงแล้ว โลมาเป็นสัตว์เลือดอุ่นอาศัยอยู่ในน้ำ คลอดลูก เป็นตัว แถมยังเลี้ยงลูกด้วยนมเหมือนมนุษย์ และยังเป็นสัตว์น้ำที่น่ารักเสียด้วย

รูปร่างของโลมา

          โลมา อาศัยอยู่กระจัดกระจายทั่วไปในมหาสมุทรนับร้อยชนิด แต่ในประเทศไทยที่เรารู้จักกันดีมีอยู่ ๒ ชนิด คือ โลมาปากขวด กับ โลมาหัวบาตร บางครั้งยังพบโลมาอยู่ในแม่น้ำอีกด้วย เช่น ในแม่น้ำคงคาที่ประเทศอินเดีย และในแม่น้ำโขง เป็นโลมาหัวบาตรน้ำจืด โลมา มีอวัยวะต่างๆทุกๆ ส่วนเหมือนกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วไป หากแต่ละส่วนของอวัยวะ จะปรับเปลี่ยนต่างไปจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วไป ดังนี้ จมูก โลมามีจมูกไว้หายใจ แต่จมูกนั้นต่างไปจากจมูกของสัตว์ อื่นๆ เพราะตั้งอยู่กลางกระหม่อมเลยทีเดียว เพื่อให้สะดวกต่อการเชิดหัวขึ้นหายใจเหนือน้ำ จากจมูกมีท่อหายใจต่อลงมาถึงปอดในตัว จึงไม่จำเป็นต้องให้น้ำผ่านเหงือกเข้าไปในปอดเพื่อช่วยหายใจเหมือนปลาทั่วไป หู หูของโลมานั้นเป็นเพียงแค่รูเล็กจิ๋วติดอยูด้านข้างของหัวเท่านั้น แต่หูของโลมามีประสิทธิภาพสูงมาก รับคลื่นเสียงใต้น้ำได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะกับภาษาที่โลมาสื่อสารกันด้วยเสียงที่มีคลื่นความถี่สูง การมองเห็น โลมามีดวงตาแจ่มใส เหมือนตาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีเปลือกตาปิดได้ และในเวลา กลางคืนตาก็จะเป็นประกาย เหมือนตาแมว ตาของโลมาไม่มีเมือกหุ้มเหมือนตาปลา และมองเห็นได้ไกลถึง ๕๐ ฟุต เมื่ออยู่ในอากาศ สีผิว สีผิวของโลมาแต่ละชนิดจะแตกต่างกัน ส่วนมากจะออกไปในโทนสีเทา ตั้งแต่เข้มเกือบดำ จนกระทั่งถึงเกือบขาว แต่โดยทั่วไปปลาโลมาจะมีสีผิวแบบทูโทนคัลเลอร์ คือมีสองสีตัดกัน ด้านบน เป็นสีเทาเข็ม ด้านล่างเป็นสีเกือบขาว เพื่อพรางตัวในทะเล ไม่ให้ศัตรูเห็น เพราะเมื่อมองจากด้านบน สีเข็มจะกลืนกับสีน้ำทะเล และถ้ามองจากด้านล่างขึ้นไป สีขาวก็จะกลืนเข้ากับแสงแดดเหนือผิวน้ำ

ความฉลาดของโลมา

           ว่ากันว่า โลมานั้นฉลาดไม่แพ้เด็กตัวเล็กๆ เลยทีเดียว ที่เป็นเช่นนี้เพราะโลมามีขนาดสมอง เมื่อเทียบกับลำตัวขนาดใหญ่มาก แถมภายในสมองยังซับซ้อนอีกด้วย โลมาปากขวดนั้นถึงกับมีขนาดของสมอง เทียบกับลำตัวใหญ่เป็นที่สองรองจากมนุษย์ และ สมองส่วนซีรีบรัม อันเป็นส่วนของความจำ และการเรียนรู้ ก็มีขนาดใหญ่มาก เป็นศูนย์รวมของการรับกลิ่น การมองเห็น และการได้ยิน จนทำให้ นักวิทยาศาสตร์ผู้หนึ่ง กล่าวว่า ไม่แน่นักว่าโลมาอาจจะฉลาดเท่ากับมนุษย์ก็เป็นได้ โลมาผู้ช่วยชีวิต เรื่องเล่าเกี่ยวกับปลาโลมาช่วยชีวิตคนนั้นมีอยู่บ่อยครั้ง แต่จริงๆแล้ว เป็นเพราะปลาโลมาต้องการช่วยชีวิตคนจริงๆ หรือ เชื่อว่าจริงๆ แล้ว ปลาโลมานั้นเป็นปลาที่อ่อนโยน รักสนุก และขี้เล่น ที่มันช่วยคนอาจเป็นเพราะมันต้องการเข้ามาเล่นสนุกๆ เท่านั้น หรือไม่เช่นนั้นก็อาจเป็น สัญชาตญาณของแม่ปลาที่มักจะดุนลูกขึ้นไปหายใจบนผิวน้ำอยู่เสมอ โดยเฉพาะถ้าลูกปลาเสียชีวิต ระหว่างคลอด จะพบว่าแม่ปลาจะพยายามดุนศพลูกเอาไว้ให้ใกล้ผิวน้ำมากที่สุด ภัยร้ายของโลมา ในประเทศไทย โลมาที่ติดอวนมาแล้ว จะถูกชำแหละเนื้อขายด้วยราคาถูกๆ เนื่องจากเนื้อปลาโลมามีความคาวมาก จึงไม่มีผู้นิยมบริโภคเท่าใดนัก ในประเทศญี่ปุ่น แต่เดิมเคยเป็นประเทศที่ล่าปลาวาฬมากที่สุดในโลก จนกระทั่งปลาวาฬใกล้สูญพันธ์ จึงถูกสั่งห้ามล่าปลาวาฬ หันมาล่าปลาโลมาแทน โดยเพิ่มปริมาณการล่าปลาวาฬขึ้นเป็นสี่เท่า ทำให้โลมาในทะเลญี่ปุ่นลดน้อยลงเป็นอันมาก จะเห็นว่าโลมา ไม่ได้มีชีวิตอยู่สุขสบายนักในท้องทะเลธรรมชาติ ดังนั้น เราก็ควรที่จะอนุรักษ์เจ้าโลมาไว้ เพื่อที่จะได้ยกให้มันเป็นสัตว์ที่น่ารัก และมีให้เราได้เห็นอยู่ในท้องทะเลได้อีกนานๆ คงไม่มีใครอยากเห็นเจ้าโลมาน้อยน่ารัก โดนสาปให้แข็ง ตั้งโชว์อยู่ในพิพิธภัณฑ์ และมีป้ายเขียนว่า “สัตว์สูญพันธุ์” เป็นแน่

ชมโลมาแสนรู้ที่ โอเอซิส ซีเวิลด์

หนูแฮมเตอร์

มกราคม 12th, 2010 by เด็กชายธีรภัทร ปานวงษ์

ประวัติแฮมเตอร์

แฮมสเตอร์นั้น มีต้นกำเนิดอยู่ที่ในยุโรป และตะวันออกกลาง
ในธรรมชาติแฮมสเตอร์จะขุดรูอยู่ใต้ดิน และสะสมอาหารไว้ใต้ดินมาก ๆ เพื่อที่
จะได้ไม่ต้องออกมาข้างนอกรูบ่อย ๆ ในธรรมชาติ แฮมสเตอร์จะออกหาอาหาร
ตอนกลางคืน และจะนอนตอนกลางวัน ดังนั้น ถ้าจะเล่นกับแฮมสเตอร์ ควรจะเล่น
ในช่วงตอนเย็น ๆ เป็นต้นไป เพราะเป็นช่วงที่แฮมสเตอร์กำลังตื่นตัว
ลักษณะพิเศษของแฮมสเตอร์คือ จะมีกระพุ้งแก้มไว้คอยเก็บอาหาร
และขนอาหารไปไว้ในรัง กระพุ้งแก้มของมันสามารถบรรจุอาหารได้มาก และขยาย
ขนาดได้จนถึงหัวไหล่เลยทีเดียวหล่ะ นอกจากนี้ ยังมีต่อมพิเศษที่สะโพก ซึ่งหาก
มองจากภายนอกจะเห็นเป็นจุดสีน้ำตาล ต่อมนี้แฮมสเตอร์จะใช้ในการป้ายตามกรง
เพื่อบอกอาณาเขต ต่อมนี้ในตัวผู้จะใหญ่กว่าในตัวเมีย
Chinease dwarf หรือ Striped Hamster เป็นแฮมสเตอร์พันธุ์แคระ
จัดอยู่ในกลุ่มแฮมสเตอร์สีเทา หรือกลุ่มแฮมสเตอร์หางยาว นิสัยค่อนข้างดุ โดยเฉพาะ
ตัวเมีย อาจจะเชื่องบ้างตอนที่ยังเป็นลูกหนูอยู่
ถิ่นกำเนิด อยู่บริเวณ จีน และมองโกเลีย
ลักษณะประจำพันธุ์ หัวโต หูเล็กสีน้ำเงิน หางสั้น ตั้งท้อง 128 วัน และ
ตัวใหญ่กว่าอีกชนิดหนึ่ง

 

หนูแฮมสเตอร์มีอายุประมาณ 3-5 ปี น่ารักน่าทะนุถนอม เพราะตัวมันเล็กๆ ตาแป๋ว การเลือกที่อยู่สำหรับแฮมสเตอร์ โดยส่วนใหญ่ผู้เลี้ยงจะเลี้ยงไว้ในกรงที่ทำมาจากลวด เพราะมันชอบแทะวัสดุไม่เลือกหน้า

การทำบ้านให้น่าอยู่สำหรับแฮมสเตอร์คือ นำเอาขี้เลื่อยใหม่ๆมาปูที่พื้นกรง และต้องเปลี่ยนขี้เลื่อยบ่อยๆ เพราะแฮมสเตอร์จะอึบ่อย แถมชอบเคี้ยวขี้เลื่อยจนกลายเป็นผงๆ โดยปกติแล้วเราควรเปลี่ยนขี้เลื่อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง

การตั้งกรงคือนำกรงหนูไปวางไว้ในที่ที่ไม่มีแสงแดดส่องลงมาตรงๆ และไม่มีลมโกรก

แฮมสเตอร์แบ่งแยกเป็นหลายพันธุ์ และแต่ละพันธุ์มีนิสัยไม่เหมือนกัน ก่อนจะเลือกซื้อควรถามผู้ขายถึงชนิดพันธุ์และอุปนิสัยของมัน เช่นแฮมสเตอร์พันธุ์ซีเรียน เมื่ออายุได้ 8-10 สัปดาห์มันไม่ชอบที่จะอยู่ร่วมกับตัวอื่นๆ เราจึงต้องหากรงให้มันอยู่กรงละ 1 ตัว สำหรับแฮมสเตอร์พันธุ์แคระเราให้มันอยู่เป็นคู่ตัวเมียตัวผู้ได้ หรือจะให้อยู่รวมกันเป็นกลุ่มโดยผสมกันหลายๆเพศหรือเพศเดียวกันก็ได้

เจ้าหนูเพศผู้ที่มีขนยาวเราควรใช้แปรงสีฟันอ่อนๆมาแปรงขนให้ลื่นสวย การให้น้ำและอาหารควรเปลี่ยนน้ำสะอาดบ่อยๆ อาหารที่มันชอบเช่น เมล็ดทานตะวัน ขนมปัง เค้ก คุกกี้ อาหารนก ถั่ว ข้าวโพด แต่ถ้าหนูอ้วนเกินไป เราก็ให้มันกินผัก เช่น ดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี แตงกวา แครอท หรือผักกาด ต้องระวังไม่ให้ผักมากเกินไป เพราะหนูอาจท้องเสียได้

สำหรับของเล่นสำหรับหนูก็มีขายตามร้านขายสัตว์เลี้ยงโดยทั่วไป เช่นที่จตุจักร ส่วนของที่หนูจะมาขบเคี้ยวได้ก็มีขายที่นั่นเช่นกันหรือเราจะซื้อของเล่นสำหรับสุนัขชิ้นเล็กๆมาให้ก็ได้

โรคที่ควรระวังในการเลี้ยงคือท้องเสีย ซึ่งเกิดจากการให้อาหารจำพวกผักหรืออาหารที่มีความชื้นมากเกินไป ถ้ามีอาการนี้ให้งดผัก โรคที่สองคือโรคหวัด ควรจะนำมันไปไว้ในที่อบอุ่น ถ้ามันมีอาการหายใจไม่ออกหรือไม่หายภายใน 2-3 วัน ให้ปรึกษาสัตวแพทย์

โรคต่อมาคือขนร่วง มักจะพบในแฮมสเตอร์ที่มีอายุมากหรืออาจเกิดจากผิวหนังมีอาการแพ้ และบริเวณที่ขนที่ร่วงส่วนใหญ่คือท้องและต้นขา การรักษาทำได้โดยเอาเม็ดยีสต์มาขยี้รวมกับอาหาร อาการถัดมาคือนิ่งเงียบ เหมือนจำศีล เพราะอากาศเย็นเร็วเกินไป ดังนั้นควรให้หนูอยู่ในที่อุ่นๆ และกระตุ้นให้มันมีอาการตื่นตัว ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าอาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาสัตวแพทย์เป็นการด่วน

หมีแพนด้า !!

มกราคม 12th, 2010 by เด็กชายธีรภัทร ปานวงษ์

หมีเเพนด้าคือสัตว์ที่มีถิ่นฐานกำเนิดจากประเทศจีน เป็นสัตว์ในตระกูลหมี ชอบกินใบไผ่เป็นที่สุด จนใครหลายๆ คนหลงเสน่ห์เจ้าหมีตัวขาวตาดำกันท้งนั้น เอาเป็นว่าเรามาทำความู้จักกับเจ้าหมีตัวเเพนด้ากันให้มากขึ้นกว่านี้ดีกว่า

ประวัติหมีเเพนด้า

เนื่องจากในสมัยดึกดำบรรพ์ แพนด้ายักษ์ หรือ ต้าสงเมา มีอยู่มากมาย กระจายตามถิ่นต่างๆทั่วประเทศจีน ในบันทึกเรื่องเกี่ยวกับแพนด้าของจีน จึงมีคำเรียกสัตว์ชนิดนี้ ในภาษาจีนแตกต่างหลากหลาย อาทิ ‘ผี’หรือ‘ผีซิ่ว’(ชื่อที่เรียกในสมัยโบราณ) ‘ไป๋สง’(หมีขาว) ‘ฮัวสง’(หมีลาย) ‘จู๋สง’(หมีไผ่) บางถิ่นเรียกแตกต่างออกไป เช่น แถบเทือกเขาหมินซันบริเวณถิ่นที่อยู่ของชนชาติทิเบต เรียก ‘ตั้ง’ หรือ ‘ตู้ต้งก่า’ แต่ชนชาติอี๋แถบเทือกเขาเหลียงซัน เรียก ‘เอ๋อชีว์’ เป็นต้น

熊猫 (สงเมา) คำเรียกแพนด้าในภาษาจีนกลาง ‘สง’แปลว่า หมี ‘เมา’แปลว่า แมว มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ailuropoda melanoleuca แปลว่า สัตว์ที่มีลำตัวเป็นสีขาวดำ มีเท้าเหมือนแมว

‘สงเมา’ (แมวที่เหมือนหมี) เป็นคำเรียกในปัจจุบัน แต่จริงๆแล้ว ช่วงจีนก่อนยุคปลดแอกได้เคยเรียกแพนด้าว่า ‘เมาสง’(หมีที่เหมือนแมว)มาก่อนนะจ๊ะ 猫熊(เมาสง) เป็นศัพท์บัญญัติขึ้นในช่วงประวัติศาสตร์จีนยุคปัจจุบัน หมายถึง สัตว์ที่มีหน้าตากลมๆอ้วนๆคล้ายแมว แต่รูปร่างใหญ่คล้ายหมี จนบางคนถึงกับจัดมันให้อยู่ในประเภทเดียวกันกับหมี

เนื่องจากคนจีนในสมัยก่อนเวลาเขียนหนังสือจะเขียนตัวอักษรไล่จากบนลงล่างตามแนวตั้ง และอ่านจากแถวขวาไปซ้าย ซึ่งแตกต่างจากการเขียนในปัจจุบัน ที่เรียงตัวอักษรตามแนวนอน และอ่านจากซ้ายไปขวา มีครั้งหนึ่งเมื่อพิพิธภัณฑ์เป่ยเป้ย ในมณฑลซื่อชวน ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดแพนด้าในประเทศจีน ได้จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าเมาสงนี้ และได้เขียนคำอธิบายตามแบบการเขียนในปัจจุบัน แต่บังเอิญมีผู้เข้าชมคนหนึ่งแกติดนิสัย การอ่านหนังสือแบบจีนรุ่นเก่า เลยอ่าน ‘เมาสง’ เป็น ‘สงเมา’ เสียนี่ ตั้งแต่นั้นจึงเรียกติดปากกันต่อๆมาอย่างผิดๆนี่แหละ

อย่างไรก็ตามจะแมวหมีหรือหมีแมว นักชีววิทยาก็จัดแพนด้าอยู่ในสัตว์ประเภทหมี ซึ่งแน่นอนไม่ใช่ประเภทเดียวกับแมวจ้า

ลักษณะเด่น

ลักษณะที่โดดเด่นของ หมีแพนด้า คือมีขนสีดำและสีขาว บริเวณหัว คอ ตะโพก จะมีสีขาว ส่วนรอบๆตาทั้งสองข้าง หู ไหล่ ขาหน้า และขาหลังจะมีสีดำ หัวของหมีแพนด้า จะใหญ่เมื่อเทียบกับสัดส่วนของตัว กว่าหมีชนิดอื่นๆ เท้าหน้ามี 6 นิ้ว พร้อมที่จะกางกว้างออกเมื่อปะทะกัน หรือปีนต้นไม้

ขนาด

หมีแพนด้าเพศผู้ขนาดตัวโตเต็มที่ สูงประมาณ 160-190 ซม. จะสูงกว่าเพศเมียเล็กน้อย มีขาหน้าที่แข็งแรง และหนัก 85-125 กก. เพศเมียหนัก 70-100 กก. ลูกหมีเพิ่งคลอดหนักเพียง 85-140 กรัม

ถิ่นที่อยู่

หมีแพนด้าจะอาศัยอยู่ที่ระดับสูง 1200-3500 เมตร ในป่าเขา ซึ่งมีต้นไม้ไผ่ขึ้นหนาแน่น เเละจะพบหมีแพนด้าเพียงตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน แนวเขตที่ราบสูงของ ทิเบต ใน 6 พื้นที่เล็กๆ ของจังหวัด Sichuan Gansu และ Shaanzi รวมแล้วมีพื้นที่เพียง 14000 ตร.กม.

การสื่อสาร

หมีแพนด้าจะใช้กลิ่น อะซิติค ที่หลั่งออกมาจากบริเวณ ต่อมที่อยู่ใกล้ๆกับอวัยวะสืบพันธุ์ ไว้ตามต้นไม้ ก้อนหิน และใช้เสียงในการกำหนดขอบเขต โดยส่วนมากจะเป็นหมีเพศผู้ ส่วนการใช้เสียงของหมีเพศเมีย จะมีในช่วงที่จะผสมพันธุ์

อาหาร

อาหารของหมีแพนด้า 99% จะมาจากต้นไผ่ ตัวโตเต็มที่ จะกิน 12-15 กก./วัน แต่ถ้าเป็น ต้นหรือใบอ่อนของต้นไผ่ หมีแพนด้าสามารถกินได้ถึง 38 กก/วัน ซึ่งหนักถึง 40%ของน้ำหนักตัวมันเอง และอาหารอีกที่เหลือ จะเป็นพืชชนิดอื่นๆ รวมทั้งเนื้อด้วย ส่วนมาก หมีแพนด้าจะกินอาหารที่พื้น บางครั้งถึงจะปีนขึ้นไป กินอาหารบนต้นไม้

การสืบพันธุ์

หมีแพนด้าพร้อมที่จะขยายพันธุ์เมื่ออายุ 4.5-6.5 ปี จะจับคู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ต้นเดือน มี.ค.-พ.ค.เพศเมียมีช่วงเวลาพร้อมที่จะผสมพันธุ์ 1-3 สัปห์ดา และ จะยอมให้มีการผสม 2-3 วันเท่านั้น จำนวนลูกที่คลอดออกมา มีเพียง 1-3 ตัว โดยปกติจะมีชีวิตรอดเพียงตัวเดียว ลูกหมีจะหย่านมเมื่ออายุ 9 เดือน แม่หมีแพนด้าจะคอยดูแลลูกตน จนกว่าจะถึง 18 เดือน

ระบบสังคม

ส่วนมากหมีแพนด้าจะอาศัยอยู่เพียงลำพัง ตัวเดียว ยกเว้นหมีแพนด้าแม่ลูกอ่อน ในช่วงฤดูกาลให้นมลูก หมีเพศผู้จะต่อสู้กัน เพื่อแย่งเข้าไป หากลุ่มแม่หมี อาณาเขตของหมีเพศเมีย ปกติแล้ว จะอาศัยซึ่งกันและกัน อาณาเขต จะซ้อนทับกันเป็นบางครั้ง ในขณะที่หมีแพนด้าเพศผู้ จะมีอาณาเขตที่กว้างครอบคลุมหมีเพศเมียทั้งหมด

กลเม็ดหาคู่

มีสามแบบสามวิธี วิธีแรกจีบด้วยกลิ่น โดยแพนด้าจะใช้ก้นถูๆ ตามโคนต้นไม้ ก้อนหิน และบนพื้นให้กลิ่นติด และโชยไปแตะจมูกฝ่ายตรงข้าม หรือวิธีที่สองจีบด้วยเสียงเพลง โดยขึ้นไปร้องเพลงรักไม่ซ้ำแบบบนต้นไม้บ้าง บนพื้นบ้าง เพื่อดึงดูดความสนใจของอีกฝ่าย เพลงยอดฮิตก็คือ เลียนเสียงร้องของนก หรือเสียงแพะ และวิธีการจีบกันจะแสดงออกด้วยท่าทาง โดยบางตัวอาจแสดงออกด้วยอาการหงุดหงิด อยู่ไม่สุข กัดกิ่งไม้บ้างตามประสา ฝากรอยข่วนไว้ตามต้นไม้ เพื่อให้เตะตาฝ่ายตรงข้าม เมื่อทั้งสองต่างปิ๊งกันก็เข้าหอกันในทุ่งกว้างตามเชิงเขา ก็มีบางตัวที่หนีขึ้นไปบนต้นไม้