Go to content Go to navigation Go to search

Lebron James

กุมภาพันธ์ 10th, 2010 by เด็กชายธีรภัทร ปานวงษ์

 
Lebron James


เลบรอน เจมส์ อาจะไม่ใช่ดาวรุ่งที่ก้าวกระโดดจากเวทีไฮสกูลมาสู่เวที NBA คนแรกแต่ถ้าพูดถึงฝีมือล่ะก็ชื่อของ เลบรอน เจมส์ จะต้องมาเป็นอันดับแรกแน่ๆ เพราะความาสามรถในการเล่นของเขาเรียกได้ว่าอัจฉริยะเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกายและเทคนิคต่างๆก็อยู่ในขั้นเทพ รวมไปถึงเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดใวงการ NBA อีกด้วยครับ เลบรอน เจมส์ ผู้ทำให้เกมส์ดูง่ายดายโคตร นอกจากคุณจะใส่ชุดยูนิฟอร์มคู่แข่งของเขา

.

เล บรอน ถือกำเนิดขึ้นในวันที่ 30 ธันวาคม 2527 เมืองโอไฮโอ อเมริกา มารดาชื่อ กลอเรีย เจมส์ เธอมีอายุได้เพียง 16 ปี เท่านั้นเมื่อเลบรอนเกิด ส่วนผู้เป็นพ่อ แอนโทนี กลับปัดความรับผิดชอบในความเป็นอยู่ของ กลอเรียและเลบรอน ถึงกระนั้นก็ตามกลอเรียก็บอกว่า ช่างแกป่ะไร ฉันเลี้ยงลูกของฉันเองได้ไม่ง้อหรอก โดยประการฉะนี้ เลบรอนจึงเติบโตขึ้นโดยใช้นามสกุลเดิมของแม่

ชีวิตในวัยเด็กของ เลบรอนไม่ได้ง่ายเลย เมื่อบรรดาสังคมต่างมองว่าเขาจะกลายเป็นเด็กมีปัญหาจากสภาวะไม่มีพ่อ และการเงินที่ไม่ค่อยดีนัก อย่างไรก็ดีเลือดนักสู้ยังคงเต็มตัว กลอเรีย ผู้เป็นแม่ซึ่งทำงานทั้งขายของเล็กๆน้อยๆ และนักบัญชีสลับไปมา ด้านการทำงานของกลอเรียไม่ค่อยมั่นคงนัก เป็นเหตุให้เลบรอนต้องย้ายเมืองอยู่บ่อยๆ เมืองที่เลบรอนอยู่ก็เป็นเมืองที่แออัดและมีปัญหาอาชญากรบ่อยครั้ง กลอเรียจึงต้องทำงานหนักไม่ว่าจะเป็นทั้งด้านงานบ้าน งานประจำ และการดูแลเลบรอนให้ห่างออกจากความรุนแรงในเมือง นี่ไม่ใช่งานง่ายเลยสำหรับผู้หญิงตัวคนเดียว จนบางครั้งทำให้เธอตัดสินใจผิดพลาดไปได้ในบ้างเรื่อง เมื่อกลอเรียหน้ามืดตามัวไปเลือก เอ็ดดี้ ผู้เข้าๆออกๆคุกเป็นประจำมาเป็นแฟน ถึงกระนั้นก็ตามกลอเรียก็ยังรู้สึกดีที่มีผู้ชายอยู่ข้างๆและเลบรอนก็มีความผูกผันกับเอ็ดดี้เช่นกัน

เมื่อ เลบรอน เริ่มโตขึ้นมาหน่อยกลอเรียได้มอบของขวัญชิ้นอันล้ำค่าที่สุดในชีวิตให้เลบรอน ซึ่งนั่นก็คือลูกบาสนั่นเอง เลบรอนใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆแต่ละวันเล่นบาส จนเมื่อเลบรอนถึงวัยเข้าโรงเรียน เลบรอนพบว่ามันเป็นสิ่งยากลำบากในการปรับตัวเมื่อเพื่อนๆต่างพากันล้อเขา เรื่องสภาพแวดล้อมที่บ้าน อย่างไรก็ดีเลบรอนก็ยังรักดีไม่ยุ่งยาเสพติด หันมาระบายอารมณ์กับกีฬาอย่างบาสแทน และเขาก็พบว่าเขาทำได้ค่อนข้างดีทีเดียว


และ ในตอนนั้นเองเลบรอนก็ได้พัฒนาทักษะของเขาขึ้นไปเป็นยอดนักบาส ด้วยความสปีดแบบเร็วกว่านรก ความคล่องแคล่ว และความแข็งแกร่ง ส่วนฮีโร่ในดวงใจแน่นอนไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก ไมเคิล จอร์แดนโคตรคนในตำนาน ดังนั้นเขาจึงไม่ลืมที่จะนำสไตล์ของเฮียไมค์มาประยุกต์เข้ากับสไตล์ของเขา
ในสมัยนั้นเลบรอนเล่นอเมริกันฟุตบอลควบคู่ไปด้วยเช่นกัน โดยโค้ชของเขา วอร์คเกอร์ ค้นพบถึงพรสวรรค์ที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในตัวเลบรอนแต่ถูกรั้งเอาไว้โดยสภาพแวดล้อมที่บ้าน วอร์คเกอร์จึงตัดสินใจไปคุยกับกลอเรีย และเสนอรับเลี้ยงเลบรอนไว้ อย่างไรก็ดี เลบรอนปรับตัวได้เป็นอย่างดีกับสภาพแวดล้อมใหม่และลูกๆอีกสามคนของโค้ช วอร์คเกอร์ ณขณะนั้นเองผลการเรียนและกีฬาของเขาก็ได้รับการพัฒนาด้วยเช่นกัน

สถานการณ์ ของเลบรอนถือว่าไปๆมาๆระหว่างบ้านวอร์คเกอร์กับบ้านกลอเรีย อย่างไรก็ดีสิ่งหนึ่งที่เลบรอนชอบมากที่สุดเกี่ยวกับบ้านวอร์คเกอร์นั่นก็คือการที่ได้อยู่กับ แฟรงกี้ จูเนียร์ ผู้ที่หลงใหลในกีฬาบาสเหมือนกัน จากนั้นพวกเขาทั้งสองร่วมกันตั้งทีมขึ้นมาและไปแข่งตามสถานที่ต่างๆ      ในเวลานั้นต้องบอกว่าทีมของพวกเขาเป็นทีมที่แข็งแกร่งไม่เบาเช่นกัน หนึ่งในลูกทีมชื่อ ดรู ซึ่งต่อมาเลบรอนสนิทกับดรูมากขึ้น และจะไปใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่างปิดเทอมกับครอบครัวดรู

เลบรอนและพองเพื่อนใช้เวลาไม่นาน สร้างชื่อเสียงในระแวก เอครอน เลบรอน มีความสูง 180 เซนเมื่อเกรด 8เ ท่านั้น โดยเขาเล่นได้ทั้ง 5 ตำแหน่ง และมีเซนส์ในการเล่นที่โดดเด่นอยู่เสมอ

เลบรอนและทีมของเขาตระเวนแข่งพิชิตถ้วยไปทั่วประเทศโดยมีพ่อของ ดรู จอยซ์ เป็นโค้ชให้ หลังจากมีชื่อเสียงไปค่อนประเทศ และมีทีมไฮสกูลมากมายต้องการพวกเขาไปร่วมทีม ในเวลานั้นพวกเขาทั้งสี่ ประกอบไปด้วย เลบรอน ดรู คอตต้อนและแมคกี้ สัญญาว่าจะก้าวไปสู่ระดับมืออาชีพด้วยกัน

หลังจากเข้าเรียนไฮสกูล เลบรอนลุยด้านกีฬาไม่ว่าจะเป็นทั้งเล่นอเมริกันฟุตบอลและบาสเก็ตบอล เลบรอนถือว่าทำได้ดีทั้งสองกีฬา หลังจากใช้เวลาไม่นานขยับไปเป็นตัวหลักของทีมทั้งกีฬาอเมริกันฟุตบอลและบาสเก็ตบอล โดยส่วนของบาสเก็ตบอล เลบรอนไม่ลืมที่จะใส่เสื้อหมายเลข23 ตามแบบฮีโร่ในดวงใจของเขา บวกกับความสูงที่เพิ่มขึ้นอีก 4 นิ้ว จนเกือบแตะ190 เซนติเมตร พูดได้ว่าเลบรอนในตอนนี้ดูคล้ายผู้ใหญ่เต็มตัวมากกว่าเด็กไฮสกูลซะแล้ว และก็เป็นกีฬาบาสเก็ตบอลที่เขาชื่นชอบและทำได้ดีกว่า จนมีชื่อไปติดทีม ออลสตาร์ อเมริกัน พร้อมกับทำลายสถิติติดทีมออลสตร์ อเมริกันเป็นคนแรกของเด็กเกรดสองในรัฐโอไฮโอ้อีกด้วย แจ่มจริงๆ

หลังจาก จบการเรียนเกรด2 เลบรอนเริ่มต้นชีวิตในช่วงซัมเมอร์โดยได้รับการเลือกให้เข้าไปศึกเก็บตัวกับแคมป์ ABCD ของ Adias ซึ่งเวลานั้นบุคคลที่โดนจับตามองที่สุดคือ เลนนี คุ้ก ผู้มีความสูง190เซนติเมตรและได้รับการคาดหมายว่าจะก้าวไปเป็นนักบาสอาชีพ NBA อย่างแน่นอน    แต่เลบรอนก็ทำให้ คุ้กได้รู้ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า หลังจากโชว์ฟอร์มมหาโดดเด่น (กว่าคุ้ก) รวมถึงกับดวลแบบเดี่ยวๆกับคุ้กชนะมาแล้วอีกด้วย ความโด่งดังมากขึ้นเรื่อยๆจนมีคนตั้งฉายาให้เค้าว่า King Jame พร้อมกับเริ่มมีนิตยสารต่างๆมาเสนอให้เขาเป็นคอลัมนีสต์ประจำอีกด้วย

ยิ่ง ไปกว่าฝันที่เป็นจริงซะอีกเมื่อโคตรคนในตำนานNBA และฮีโร่ในดวงใจตลอดกาลของเขาอย่างเลบรอนออกบัตรเชิญให้เลบรอนเข้ามาออก กำลังกายแบบส่วนตัวโคตรๆ กับจอร์แดนและโคตรนักบาสรุ่นพี่อีกมากมาย นับว่าเป็นแรงกระตุ้นที่ล้ำค่าต่อเลบรอนมากมายที่จะก้าวไปสู่มืออาชีพ วงการ NBA ให้ได้

หลังจาก ฟอร์มขั้นเทพในช่วงไฮสกูลบวกกับการเก็บเกี่ยวประสบการร์การแข่งขันมานับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นลีกของทีมบาสไฮสกูล และรางวัลเกียรติยศอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น Mcdonald All-Star Team, Coca-cola team, MVP of the year จนเลบรอนมาถึงก้าวที่ต้องก้าวไปสู่ NBA ความฝันเขาก็ไม่ใช่สิ่งเลื่อนลอยอีกต่อไปแต่กลับกลายเป็นทีมต่างๆในNBA เข้ามาแย่งตัวเขาต่างหากไม่ว่าจะเป็นทีมอย่าง Cleveland, Denver, Memphis และ Toronto จนมีคนตั้งฉายาให้ว่าเป็น Lebron Lottery ประมานว่าใครโชคดีได้ไปร่วมทีมประหนึ่งถูกหวยเลยทีเดียว หลังจากการฟาดฟันแบบเอาเป็นเอาตาย ทีมที่มีชัยชนะเหนือสมรภูมิรบก็คือทีม Cavs แม้ว่าประธานสโมสรจะรู้ดีว่าเงินก้อนโตค่าตัวของเลบรอนอาจทำให้สถานะการเงิน ของสโมสรล่มจมได้แต่เขาก็พร้อมที่จะเสี่ยงเพื่อที่จะสร้างฮีโร่ในตำนานให้ กับสโมสรของเขา และนั่นก็เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องและคุ้มค่าที่สุดของสโมสรเลยก็ว่าได้ โดยการเซ็นสัญญาร่วมถึงค่าพรีเซนเตอร์ให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Nike, Coke และ Upper Deck ทำเงินแบบหวานๆให้เลบรอนไปประมานกว่า3,500ล้านเลยทีเดียว

เลบรอน ในฐานะผู้เล่นถือว่าอัจฉริยะเลยก็ว่าได้ไม่ว่าจะด้วยความเร็วและความแข็งแกร่ง ที่ไม่มีใครเทียบติด มุมมอง วิสัยทัศน์ในสนามเยี่ยม รวมไปถึงการครองบอล รีบาวด์ โดยเฉพาะเกมส์รับพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วในแต่ละซีซั่นๆ โดยเฉพาะการส่งแบบขั้นเทพ เขาไม่ได้มองเกมส์ได้โดยภาพรวมเท่านั้นเขายังมองเห็นการเคลื่อนไหวของทีมแต่ละคนอีกด้วย ทำให้เขามีทีมเวิคร์และการตัดสินเลือกคนส่งให้ได้อย่างยอดเยี่ยมเมื่อครั้นเขามีบอลอยู่ในมือ แน่นอนเลบรอนมีชื่อติดหนึ่งในผู้เล่นที่มีการส่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดใน NBA อีกด้วย

สิ่งที่โค้ชและเพื่อนร่วมทีมชอบในตัวเลบรอนมากที่สุดคือการ ที่ไม่เห็นแก่ตัว เลบรอนจะพยายามให้เพื่อนมีส่วนร่วมและส่งไปให้เพื่อนร่วมทีมที่ยืนอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าเสมอ แต่ในสถานการณ์ที่ต้องลุยเดี่ยวหรือตัดสินเกมส์เลบรอนดก็ยากที่จะหยุดอยู่ ด้วยเช่นกัน

ส่วนจุดอ่อนของเลบรอนน่าจะอยู่ที่การชู้ตระยะไกล ซึ่งวิถีการชู้ตเขาทำได้ดีแต่ยังคงต้องปรับอีกในส่วนของความแม่นยำ

ด้าน ความเป็นผู้นำของเลบรอนคงไม่มีใครปฎิเสธ ถึงแม้ว่าเค้าจะเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดแต่เค้ามักจะทำและพูดในสิ่งที่ ๆ ทีมต้องการเสมอ และแชร์เครดิตให้กับเพื่อนร่วมทีมเสมอ ซึ่งเพื่อนร่วมทีมรู้ดีว่าพวกเขาจะไม่ได้ถ้วยใหญ่ๆได้เลยถ้าขาดเลบรอนไปซักคน ส่วนเลบรอนก็คิดว่าเค้าก็คงไม่มีทางประสบความสำเร็จด้วยตัวเค้าคนเดียวได้ หากปราศจากเพื่อนร่วมทีม และนี้คือมุมมองของทีมที่ทำให้ทุกคนมี สปิริตและทีมเวิรค์ที่แข็งแกร่งและเป็นปัจจัยหลักส่งผลให้พวกเขาประสบความสำเร็จ

What They Say
“He doesn’t want it for the money or for the fame like everybody thinks. He wants to play [in the NBA] because that’s his dream.”—Gloria,mother
เพราะว่าเขาไม่ได้ทำมันเพราะเงินหรือชื่อเสียงดังที่หลายๆคนต้องการ แต่เขาทำ(เล่นบาส) มันเป็นความฝันของเขาต่างหากล่ะ
กลอเรีย แม่สุดเลิฟ

“At this age LeBron is better than anybody I’ve ever seen in 37 years in this business, including Kevin Garnett and Kobe Bryant and Tracy McGrady. I’m willing to bet my company’s millions that he will meet those high expectations.”—adidas recruiter Sonny Vaccaro
ด้วยในวัย เพียงเท่านี้ เขาก็ขึ้นไปอยู่เหนือผู้เล่นคนอื่นๆไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นอย่าง เควิน การด์เนอร์ โคบี้ ไบรอัน หรือ ที แมค เอาเป็นว่าผมไม่เคยเห็นใครโคตรเทพขนาดนี้ตลอด37ปีในวงการนี้มาก่อน และผมพนันกับคุณด้วยเงินทั้งหมดของบริษัทได้เลยว่าเค้าจะเหนือขึ้นๆไปอีก
Vaccaro,adidas

My Say
“I don’t want to be Kobe, I want to be LeBron.”
โคบี้หรอ ผมไม้ได้อยากจะเป็นแบบเค้าหรอก ผมต้องการที่จะเป็นผม เลบรอน!!

“My mom and I have always been there for each other. We had some tough times, but she was always there for me.”
ผมและแม่เราจะมีกันและกันมาตลอด ไม่ว่าจะดีหรือร้าย แม่ก็อยู่และให้กำลังใจผมเสมอมา

“There’s no reason to play in the NBA if you don’t believe you can win it all.”
ถ้าคุณไม่เชื่อมั่นในตัวเองว่าจะชนะได้ ผมว่าคุณก็ไม่ควรจะมาเล่น NBA หรอกน่ะ


A team can’t work when a guy puts himself in front of a team. I have yet to be on a team like that.”
เมื่อ ใดก็ตามถ้ามีผู้เล่นคนใดคนหนึ่งทำตัวเหนือกว่าทีมล่ะก็ ผมเชื่อว่าทีมนั้นจะไม่มีทางประสบความสำเร็จได้เลย และนั่นเองที่เป็นเหตุผลให้ผมต้องการเป็นส่วนร่วมในทีมเท่านั้น

Nike Zoom LeBron VI “King James Shooting Stars”

 
รองเท้า รุ่น King James Shooting Stars เปิดตัวออกมาเพื่อเป็นที่ระลึกถึงครั้น เลบรอนรวมทีมกับ AAU ทีมเมื่อครั้นเค้ายังเป็นสมาชิกของทีม เอครอน จากรัฐ โอไฮโอ้ ตัว KJSS ออกมาในซีรีส์ของ Nike Zoom Lebron 6 ลักษณะพิเศษของรองเท้ารุ่นนี้อยู่ที่ความโดดเด่นของสีแดง ตัดกับแถบสีขาว บวกกับการเย็บแบบทริปเบิ้ล (เย็บตะเข็บแบบสามชั้น) และด้วยการเล่นสีตรงตัวไนกี้เป็นสีดำ พูดได้คำเดียวครับว่าออกมาสวยมากๆ รีบสะสมด่วนครับ แบบมีให้เลือกอีกมากมายครับ

Nike Air Force 1 Supreme Max Air LeBron James “Cleveland Cavaliers”


ส่วนตัวนี้เป็นรุ่น Nike Air Force1 ปล่อยออกมาหลังจากที่เลบรอนได้รับรางวัล MVP ( Most Value Player) ประจะซีซั่น 2008-2009 ทำด้วยหนังแบบพิเศษด้วยครับรุ่นนี้ ตัวนี้ลักษณะเด่นตรงที่สีเป็นสีขาวล้วนงานเย็บแบบปราณีตัดกับพื้นรองเท้าที่ เป็นสีทอง พร้อมเล่นสีให้เด่นด้วยเชือกที่เป็นสีแดง บอกได้คำเดียวว่าไม่ผิดหวังแน่นอนกับงานชิ้นนี้ของไนกี้

Nike Zoom Lebron 4 (IV) – All-Star Las Vegas

ต่อมาเป็นรุ่นแบบโครดดลิมิเต็ดจริงๆครับ ดูจากรูปทรงที่โคตรล้ำกับการเล่นสีและออกแบบขั้นเทพ ทำให้รุ่นนี้ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใครจริงๆครับ
ขอบอกไวก่อนว่า รองเท้ารุ่นนี้มีไม่กี่คู่จริงๆ แบบนับชิ้นได้เลย ท่านใดสนใจอย่ารอช้า รีบสะสมก่อนของหมดน่ะครับ

Kobe Bryant

กุมภาพันธ์ 7th, 2010 by เด็กชายธีรภัทร ปานวงษ์

ประวัติ Kobe Bryant  Kobe Bryant  เป็นลูกชายของ โจ "เจลลี่บีน" ไบรอัน อดีตนักบาสเก็บอลของทีมฟิลาเดเฟีย 76ers และHouston Rockets รวมระยะเวลา 8 ปี   โคบี้เกิดเมื่อ 23 สิงหาคม 1978 ขณะนี้มีอายุ 26 ปี เขามีพี่สาว 2 คน ตอนเป็นเด็กเขาใช้ชีวิตอยู่ที่อิตาลีกับพ่อ แม่และพี่สาว เป็นเวลา 8 ปี  หลังจากจบจาก Lower-Merion(็High School) แล้ว ก็ได้เข้ามาเล่นใน NBA จากการดร๊าฟรอบแรกโดยทีม Charlotte แต่ Lakers ต้องการตัวเขามาร่วมทีม เขาจึงถูกแลกตัวกับ Vlade Divac มาอยู่กับทีม Lakers
       ในการเล่นปีแรก(ฤดูกาล 1996-1997) เขาได้กลายเป็นผู้เล่นที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ NBA ที่ลงแข่งในเกม โดยเขามีอายุเพียง 18 ปี 5 เดือนเท่านั้น ในช่วงการแข่งขัน All-Star Game เขาได้เข้าร่วมการแข่งขัน Rookie Game  ซึ่งเขาทำแต้มได้ 31 แต้ม และก็ได้เข้าร่วมแข่งขัน Nestle Crunch Slam Dunk ซึ่งเขาสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศมาครองได้ และรางวัลนี้ยังทำให้เขาเป็นผู้เล่นของ Lakers คนแรกที่ได้รางวัลนี้   ในปีต่อมา เขาได้รับเลือกให้เป็นผู้เล่นในทีม All-Star ฝั่งตะวันตก ดังนั้นเขาจึงเป็นผู้เล่นที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัตศาสตร์ NBA ิที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันรายการนี้ด้วยวัยเพียง 19 ปี และเขาก็ได้ทำแต้มสูงสุดให้กับทีมคือ 18แต้ม 6รีบาวน์ 2ขโมย
       ในปีที่ 3 ของการเล่นเขาติดทีม All-NBA Third Team ในปีที่4 เขาก็ได้ติดทีม All-NBA Second Team, NBA All-Interview Second Team และ NBA All-Defensive Team ในปีนี้เขาก็ยังได้รับการโหวตให้ลงเล่นใน All-Star Game อีกเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน และเนื่องจากอาการบาดเจ็บที่มือขวา ทำให้เขาพลาดการลงสนามไป 15 เกม แต่ในปีนี้เขาก็ได้แชมป์ NBA เป็นสมัยแรกด้วย  และในฤดูกาลต่อมา(2000-2001 และ 2001-2002)เขาก็สามารถคว้าแชมป์ได้อีก ทำให้ทีมเลเกอรเป็นที่รู้จะกกันมากยิ่งขึ้น  ทำให้เลเกอร์เป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในตอนนั้น ภายใต้การคุมทีมของฟิล แจ๊คสัน ผนึกกับผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมอย่าง Shaq, Kobe, Fisher และคนอื่นๆในทีม ในฤดูกาลต่อมา(2000-2001)เขาก็พลาดการลงสนามให้กับทีมอีก 14 เกม เนื่องจากอาการบาดเจ็บหลายๆอย่าง เช่นที่ข้อเท้า ที่นิ้วเท้า และการติดเชื้อโรค ในเกม All-Star 2002 โคบี้ได้รับคะแนนโหวตให้มาเล่นในเกม All-Star ด้วยคะแนน1,121,753 คะแนนเป็นคะแนนที่สูงเป็นอันดับที่ 3 ในการโหวต  และเขายังได้รับการโวตให้เป็น the Most Valuable Player (MVP) ในการแข่งขันครั้งนี้ด้วย ซึ่งเขาทำแต้มได้ 31แต้ม 5รีบาวน์ 5แอสซิส ดูเหมือนว่าปีนี้จะเป็นปีทองของโคบี้ นอกจากจะได้รางวัล MVP All-Star Game แล้ว เขาก็ได้รับเลือกให้ติดทีม All-NBA First Team และ All-Defensive Second Team และก็ได้แชมป์อีกด้วย
       ในช่วงแรกๆโคบี้ได้รับการวิจารณ์อย่างมากว่าเป็นนักบาสชายเดี่ยวมากเกินไป และเห็นแก่ตัว แต่ถึงอย่างไรด้วยความสามารถในการเล่นบาสอันยอดเยี่ยม ก็สามารถพาเขาขึ้นมาเป็นซุปเปอร์สตาร์ได้อย่างไม่ยากเย็น และเขาก็เริ่มลดความเป็นนักบาสชายเดี่ยวลง และทำแอสซิสให้กับเพื่อนร่วมทีมมากขึ้น จึงมำให้เขาได้รับความนิยมจากแฟนๆมากขึ้น และทำให้เขาได้รับการโหวตให้เล่น All-Star Game 6 ครั้งติดต่อกัน

โคบี ไบรอันต์ (อังกฤษ: Kobe Bryant) เป็นนักบาสเกตบอล ตำแหน่งชู๊ตติ้งการ์ด สังกัดทีม ลอสแอนเจลิส เลเกอร์ส เกิดเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2521 ณ เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลวาเนีย สหรัฐอเมริกา

เขาได้พบโค้ชของทีม 76ers John Lucas ได้มีการฝึกและทำงานร่วมกัน โดยในตอนการฝึกซ้อมนั้น Lucas ได้ให้โคบี้เล่นตัวต่อตัวกับ Jerry Stackhouse ดาวดังของทีมในขณะนั้นเพื่อทดสอบ และในปีต่อมาเขาได้เข้ามาใน NBA จากการดร๊าฟรอบแรกโดยได้อยู่กับทีม Charlotte Hornets ซึ่งต่อมาในปีเดียวกันนั้น โคบี้ได้ย้ามมาอยู่กับทีม LA laker ด้วยการแลกตัวกับ Vlade Divac จนถึงปัจจุบัน เขาลงเล่นครั้งแรกในปี 1996 โดยเป็นผู้เล่นที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์โดยมีอายุเพียง 18 ปี 5 เดือน เขาได้แชมป์ 4 สมัยกับทีม LA Lakers ในปี 2000 2001 2002 2009 ติดทีมโอลิมปิคปี 2008 ซึ่งทีมชาติสหรัฐอเมริกาได้อันดับชนะเลิศ

Allen Iverson อัลเลน ไอเวอร์สัน

กุมภาพันธ์ 3rd, 2010 by เด็กชายธีรภัทร ปานวงษ์

Allen Iverson Top Ten Player

อัลเลน ไอเวอร์สัน

อัลเลน อีไซอัล ไอเวอร์สัน
ตำแหน่ง ชู้ตติ้งการ์ด, พอยท์การ์ด
ฉายา เอ.ไอ., ดิแอนเซอร์
ความสูง ฟุต 0 นิ้ว (1.83 )
น้ำหนัก 165 ปอนด์ (75 กก.)
ทีม เดนเวอร์ นักเก็ตส์
สัญชาติ   สหรัฐอเมริกา
วันเกิด 7 มิถุนายน พ.ศ. 2518 (อายุ 34 ปี)
แฮมป์ตัน มลรัฐเวอร์จิเนีย
มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์
ดราฟท์ ลำดับที่ 1, 1996
ฟิลลาเดลเฟีย เซเว่นตี้ซิกเซอรส์
เล่นระดับอาชีพ 1996 –ปัจจุบัน
ทีมที่เคยเล่น ฟิลลาเดลเฟีย เซเว่นตี้ซิกเซอรส์ (1996-2006)
รางวัล
  • Big East Rookie Of The Year – NCAA
  • Big East Defensive Player Of The Year – NCAA (1996)
  • NBA Rookie of the Year (1997)
  • All-Star Rookie Game Most Valuable Player (1997)
  • ได้รับเลือกเป็น All Rookie First Team (1997)
  • รางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าเอ็นบีเอ (2001)
  • รางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าเอ็นบีเอเกมรวมดารา (2001, 2005)
  • แชมป์ทำคะแนนในเอ็นบีเอ 4 สมัย
  • ได้รับเลือกเป็น All NBA First Team 3 ครั้ง
  • ได้รับเลือกเป็น All NBA Second Team 3 ครั้ง
  • แชมป์สตีลเอ็นบีเอ 3 สมัย
  • เล่นเกมรวมดารา 9 ครั้ง (ไม่ได้เล่นหนึ่งครั้งเนื่องจากบาดเจ็บ)
  • กับตันทีมชาติบาสเกตบอลสหรัฐอเมริกา (2004)

อัลเลน ไอเวอร์สัน (อังกฤษ: Allen Ezail Iverson, เกิด 7 มิถุนายน พ.ศ. 2518 ที่เมืองแฮมป์ตัน มลรัฐเวอร์จิเนีย) มีฉายาว่า เอ.ไอ. (A.I. ตัวย่อจากชื่อจริง) และดิแอนเซอร์ (The Answer) เป็นนักบาสเกตบอลชาวสหรัฐอเมริกา เล่นในลีกเอ็นบีเอ ปัจจุบันอยู่ทีมเดนเวอร์ นักเก็ตส์ เป็นผู้เล่นระดับออลสตาร์ในตำแหน่งพอยท์การ์ดและชู้ตติ้งการ์ด ถือเป็นผู้เล่นทำคะแนนได้ดีที่สุดคนหนึ่งในปัจจุบัน ในอดีตอยู่กับทีมฟิลลาเดลเฟีย เซเว่นตี้ซิกเซอรส์และเป็นดาราประจำทีมนานถึงสิบปี

ก่อนเข้าสู่เอ็นบีเอ

วัยเด็ก

อัลเลน ไอเวอร์สัน เกิดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2518 ที่คาบสมุทรเวอร์จิเนียร์ เป็นบุตรของนาย อัลเลน บรอตัน (Allen Broughton) และนางแอน ไอเวอร์สัน (Ann Iverson) พ่อของเขาทิ้งครอบครัวไป เหลือแค่แม่ซึ่งขณะนั้นอายุเพียง 15 ปีอยู่ดูแลอัลเลนและน้องสาวเขาที่ชื่อ แบรนดี (Brandy) เมื่อเขาเกิดไม่นานนัก ยายของเขาซึ่งเป็นเสาหลักครอบครัวก็ได้เสียชีวิตไป เมื่อปี พ.ศ. 2534 อัลเลน แบรนดี และแม่ ก็ได้สมาชิกใหม่ในครอบครัว คือ ไลชา (Leisha) ซึ่งป่วย อัลเลนมักมีหน้าที่ดูแลน้องสาวของเขาซึ่งได้แก่ แบรนดี (เกิด พ.ศ. 2522) และ ไลชา (เกิด พ.ศ. 2534) โดยเฉพาะไลชาซึ่งมีปัญหากับเปลเพราะมีอาการชักบ่อย

ภาระค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์ทำให้ครอบครัวมีหนี้สินมาก พ่อเลี้ยงของอัลเลน ไมเคิล ฟรีแมน (Michael Freeman) ติดคุกอยู่บ่อย ๆ หลังจาก ฟรีแมน ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ในปี 2534 เขาก็ตกงานและถูกจับในข้อหาพกยาเสบติดเพื่อจำหน่าย ฟรีแมนเป็นคนที่สอนไอเวอร์สันให้เล่นบาสเกตบอลจนเก่ง ในอดีตไอเวอร์สันเคยโทษพ่อเลี้ยงเขาแต่ปัจจุบันกลับภูมิใจในฟรีแมน ไอเวอร์สันเคยพูดไว้ว่า “เขาไม่เคยปล้นใคร” “เขาเพียงต้องการหาเลี้ยงครอบครัวเขา” ไอเวอร์สันพูดถึงวัยเด็กของเขาว่า “ตอนกลับถึงบ้าน ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีอาหาร บางครั้งก็ไม่มีน้ำ ตอนที่มีน้ำก็ไม่มีน้ำร้อน อาศัยในบ้านที่ท่อน้ำทิ้งแตกข้างใต้พื้น และต้องทนดูน้องสาวใส่ถุงเท้าเดินในบ้าน เพราะพื้นเปียกจากท่อรั่ว กลิ่นเหม็นทำให้น้องสาวป่วย”

มีคนสองคนที่เป็นแบบอย่างให้ไอเวอร์สันตอนยังเด็ก คือ แม่ของเขา และ โทนี คล็ก (Tony Clark) คนที่ไอเวอร์สันใกล้ชิดมาก เมื่อไอเวอร์สันโดดเรียน โทนี จะบอกกับแม่ไอเวอร์สันให้เธอมาจัดการ โทนีมีปัญหากับครอบครัวและเพื่อนสาว เขาถูกฆ่าตายตอนไอเวอร์สันอายุ 15 ปี ไอเวอร์สัน ไปคบกับ อันเดร สตีล (Andre Steele) แต่ตอนนี้ไอเวอร์สันเป็นคนดูแลสตีลแทน

ระดับไฮสคูล

ตอนที่เขาอยู่ที่ บีเทลไฮสคูล (Bethel High School) ในแฮมพ์ตัน ไอเวอร์สันเป็นนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลและบาสเกตบอลที่เก่ง เขาได้รับการเสนอทุนจากทั่วประเทศเพราะเขาเล่นตำแหน่งควาเตอร์แบคพาทีมไปคว้าแชมป์ประจำมลรัฐระหว่างที่อยู่ปีที่ 3 ช่วงที่เขากำลังนำทีมบาสเกตบอลแข่งชิงแชมป์มลรัฐอยู่นั้น เขาก็ไปเล่นโบว์ลิงกับเพื่อนในวันวาเลนไทน์ปี 2536 ก็เกิดเรื่องทะเลาะวิวาทขึ้นระหว่างเพื่อนเขาซึ่งเป็นคนผิวดำและวันรุ่นผิวขาวหลายคน

ไอเวอร์สันอ้างว่าเรื่องวิวาทกันเกิดจากการเหยียดสีผิว เขาถูกกล่าวหาว่าเอาเก้าอี้ทำร้ายผู้หญิงคนหนึ่ง เขาและเพื่อนอีกสามคนก็ถูกจับ ตอนอายุ 17 ปีไอเวอร์สันถูกตัดสินว่ามีความผิด และมีโทษจำคุก 15 ปี แต่ให้ลงอาญา 10 ปี ทุนการศึกษาต่าง ๆ ถูกยกเลิก เขาใช้เวลาสี่เดือนในเรือนจำพิเศษเมืองนิวพอร์ตนิวส์ซิตี (Newport News City Farm) ก่อนที่จะได้รับอภัยโทษโดยผู้ว่าการมลรัฐเวอร์จิเนีย ในปี 2538 ศาลอุทธรณ์ของเวอร์จิเนียก็กลับคำตัดสินเนื่องจากหลักฐานไม่ชัดเจน

ระดับมหาวิทยาลัย

ระหว่างที่ไอเวอร์สันจำคุกอยู่นั้น แม่ของเขาก็ได้ไปอ้อนวอนโค้ชมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ จอห์น ทอมป์สัน (John Thompson) ให้ช่วยเหลือลูกเมื่อธันวาคม 2536 ฤดูใบไม้ผลิของ 2537 โค้ชได้ไปเยี่ยมไอเวอร์สันที่ไฮสคูล ริชาร์ด มิลเบิร์น (Richard Milburn High) ที่รับนักเรียนที่มีปัญหาโดยเฉพาะ และเสนอทุนให้ไอเวอร์สัน โดยมีข้อแม้ว่าจะถูกส่งกลับหากไม่ทำตามกฎของโรงเรียนและโค้ช

ตอนที่เรียนอยู่ที่จอร์จทาวน์ ไอเวอร์สันเรียนสาขาศิลปศาสตร์ ซึ่งยังเป็นที่รู้จักในปัจจุบันสำหรับภาพล้อเลียนเพื่อนร่วมทีมและดารา

เนื่องจากปัญหาทางการเงินของครอบครัว ไอเวอร์สันเรียนเพียงสองปีและหันไปเล่นอาชีพ ไอเวอร์สันได้รางวัลผู้เล่นเกมรับแห่งปี (Defensive Player of the Year) ของกลุ่มบิ๊กอีส (Big East) สองปี รางวัลผู้เล่นหน้าใหม่แห่งปี (Rookie of the Year) เหรียญทองการแข่งขัน World University Games ที่ญี่ปุ่นปี 2538 ระหว่างที่เรียน

ในเอ็นบีเอ

ปี 2539 ถึง 2542

หลังจากเล่นให้จอร์จทาวน์มาสองปี อัลเลน ไอเวอร์สัน ถูกดราฟเป็นคนแรกในการดราฟผู้เล่นเอ็นบีเอในปี 2539 (ค.ศ. 1996) โดยทีมฟิลลาเดลเฟีย เซเว่นตี้ซิกเซอรส์ ไอเวอร์สัน สามารถพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นพอยท์การ์ดที่เก่งคนหนึ่งในเวลาไม่นานนัก ในเกมแรกที่เล่นเขาสามารถทำได้ 30 คะแนน และได้เลือกเป็นผู้เล่นหน้าใหม่แห่งปี (Schick Rookie of the Year) ของฤดูกาล 1996-97 (พ.ศ. 2539-40) โดยไอเวอร์สันเล่นได้เฉลี่ย 23.5 แต้ม (เป็นอันดับหกในเอ็นบีเอ) 7.5 แอสซิสต์ (อันดับ 11) และ 2.07 สตีล (อันดับ 7) นำผู้เล่นปีแรกคนอื่น ๆ ทั้งหมด

ถึงแม้ว่าเขาจะเล่นได้ดีในสนาม ไอเวอร์สันมักไม่ลงรอยกับสื่อมวลชน และมักถูกผู้เล่น โค้ช นักข่าว พูดถึงเรื่องการไม่เคารพผู้เล่นอื่น และเรื่องการเล่นแบบเห็นแก่ตัวของเขา โดยใช้สถิติที่แย่ของทีมแม้ว่าผลงานส่วนตัวของไอเวอร์สันจะดีมาเป็นข้อสนับสนุน

ในฤดูกาลต่อมา (1997-98) แม้ว่าไอเวอร์สันจะได้คะแนนเฉลี่ยน้อยลงเป็น 22 คะแนนต่อเกม แต่เขาก็เล่นเป็นทีมมากขึ้น ในฤดูกาล 1999-2000 (พ.ศ. 2542-43) ไอเวอร์สัน ก็ได้นำทีมเข้ารอบเพลย์ออฟเป็นครั้งแรก เขาเล่นได้ดีในปีนั้น เป็นผู้เล่นที่ทำคะแนนสูงสุดในเอ็นบีเอ ได้เล่นเป็นตัวจริงในเกมรวมดารา ไอเวอร์สันลงเล่นในเกมเพลย์ออฟทั้ง 10 เกม เฉลี่ยเกมละ 44.4 นาทีแม้ว่าจะมีปัญหาบาดเจ็บ เฉลี่ยในเพลย์ออฟได้ 26.2 แต้ม 4.5 แอสซิสต์ 4.0 รีบาวด์ และ 1.20 สตีลต่อเกม และทำคะแนนสูงสุด 40 คะแนนในเกมเปิดของรอบแรกกับชาล็อต เมื่อ 22 เมษายน

ฤดูกาล 2000-2001 กับรางวัลผู้เล่นทรงคุณค่า

ฤดูกาลที่ไอเวอร์สันเล่นได้ดีที่สุดน่าจะเป็น ฤดูกาล 2000-01 (พ.ศ. 2543-44) เขาพาทีมชนะรวดสิบเกมแรกของฤดูกาล ได้รับรางวาลผู้เล่นทรงคุณค่าในเกมรวมดารา ทำคะแนนและสตีลสูงสุดในเอ็นบีเอ และนำทีมเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศไปพบกับ ลอสแอนเจลิส เลเกอรส์ ซึ่งมีแชคิล โอนีล และ โคบี ไบรอันต์

ความสัมพันธ์กับโค้ชแลรี บราวน์

โค้ชในระยะแรกในอาชีพการเล่นของไอเวอร์สันคือ แลรี บราวน์ โค้ชทีมเซเว่นตี้ซิกเซอรส์ ไอเวอร์สันมักยกย่องบราวน์ว่าเขาคงไม่ประสบความสำเร็จเท่านี้ถ้าไม่ได้การชี้นำของบราวน์ แต่ทั้งสองก็มีปัญหากระทบกระทั่งอยู่เสมอ โดยเฉพาะตอนที่เซเว่นตี้ซิกเซอรส์แพ้รอบแรกของเพลย์ออฟเอ็นบีเอปี 2002 (พ.ศ. 2545) บราวน์ว่าไอเวอร์สันเรื่องการไม่มาซ้อมกับทีม

ตอนที่บราวน์ออกจากทีมเซเว่นตี้ซิกเซอรส์ในปี 2003 ทั้งบราวน์และไอเวอร์สันบอกว่าทั้งสองคนยังเข้าใจกันดีและชื่นชมอีกฝ่าย ตอนที่แข่งเพลย์ออฟกับดีทรอยต์ พิสตันส์ทีมใหม่ของบราวน์เกมหนึ่ง ไอเวอร์สันล้มลงเจ็บและไม่ได้ลุกขึ้น แลรี บราวน์เป็นคนแรกที่วิ่งไปช่วย ไอเวอร์สันและบราวน์ก็ได้ร่วมงานกันอีกครั้งในฐานะตัวแทนทีมชาติบาสเกตบอลชายของสหรัฐอเมริกาตอนแข่งกีฬาโอลิมปิกปี 2004

การเทรดปี 2006

เมื่อ 18 เมษายน ค.ศ. 2006 (พ.ศ. 2549) ไอเวอร์สัน และ คริสต์ เว็บเบอร์ มาสายในเกมสุดท้ายที่แข่งที่บ้านและเป็นเกมขอบคุณแฟนๆ ผู้เล่นจะต้องมารายงานตัวก่อนเวลาเล่น 90 นาที แต่ทั้งสองมาถึงก่อนเวลาเล่นเล็กน้อย โค้ชมอริส ชีกส์บอกกับสื่อมวลชนว่าทั้งสองจะไม่ได้ลงเล่นและผู้จัดการทีมบิลลี คิงประกาศว่าจะปรับทั้งคู่ ตลอดช่วงพ้นฤดูกาลของปี 2006 มีข่าวลือถึงการเทรดไอเวอร์สันไปเดนเวอร์ แอตแลนตา หรือ บอสตัน แต่ก็ไม่มีข้อตกลงเกิดขึ้น ไอเวอร์สันก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่ายังอยากอยู่กับซิกเซอรส์ต่อไป

หลังความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในการซ้อมเมื่อ 29 พฤศจิกายน 2006 ไอเวอร์สันวิ่งออกจากสนาม เย็นวันนั้นไอเวอร์สันก็ไม่ได้ไปร่วมงานสปอนเซอร์ที่ผู้อื่นในทีมเข้าร่วมทั้งหมดยกเว้นไอเวอร์สัน ไอเวอร์สันถูกปรับ ต่อมาวันที่ 8 ธันวาคม ได้รับรายงานว่าไอเวอร์สันต้องการเทรดจากทีมซิกเซอรส์ วันที่ 19 ธันวาคมฟิลลาเดลเฟีย เซเว่นตี้ซิกเซอรส์ ก็ได้ส่งไอเวอร์สันและฟอร์เวิร์ด อิแวน แม็กฟาร์ลิน แลกกับ อังเดร มิลเลอร์ โจ สมิธ และสิทธิ์การดราฟรอบแรกสองคน ของเดนเวอร์ นักเก็ตส์ไอเวอร์สันเล่นให้ทีมใหม่ในตำแหน่งพอยต์การ์ดและเป็นตัวทำคะแนนคู่กับ คาเมโล แอนโทนี แต่ตอนช่วงที่โดนเทรดใหม่ๆ แอนโทนี โดนโทษพัก 15 เกม จากการชกต่อยในสนาม กว่าที่จะได้เห็นไอเวอร์สันและแอนโทนีเล่นพร้อมก็เมื่อ 23 มกราคม ค.ศ. 2007ในฤดูกาลนั้น (2006-07) ไอเวอร์สันเล่นได้ 24.8 คะแนน 7.2 แอสซิสต์ 1.8 สตีล ใน 50 เกมของฤดูกาลปกติในขณะที่ แอนโทนี ทำคะแนนเฉลี่ยตลอดฤดูกาล 28.9 คะแนน

ในการแข่งขันระหว่างประเทศ

ไอเวอร์สัน เป็นผู้เล่นหนึ่งในทีมชาติรุ่นใหญ่ของสหรัฐอเมริกา (USA Senior National Team) ลงแข่งขันในรอบคัดเลือกและรอบจริง กีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนปี 2004

โอลิมปิกรอบคัดเลือกปี 2004

รอบคัดเลือกของกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนปี 2004 แข่งในช่วงสิงหาคม ค.ศ. 2003 โดยทีมสหรัฐอเมริกาชนะรวด 10 เกม ไอเวอร์สัน เล่นได้เฉลี่ย 14.3 คะแนนและ 3.8 แอสซิสต์ต่อเกม

[แก้] โอลิมปิกปี 2004

ผลงานของทีมบาสเกตบอลสหรัฐอเมริกาในเกมโอลิมปิกปีนั้นเป็นที่น่าผิดหวัง ไอเวอร์สันและเลอบรอน เจมส์ มาฝึกซ้อมสายและถูกลงโทษไม่ให้ลงแข่งหนึ่งเกม ไอเวอร์สันช่วยให้ทีมชนะในการแข่งเกมแรกโดยการชู้ดลูกลงห่วงทำให้ไม่ต้องเล่นช่วงต่อเวลา เกมต่อๆ มาทีมยังเล่นไม่ดีนัก สุดท้ายสหรัฐได้เพียงเหรียญทองแดง ผิดจากผลงานครั้งก่อนๆ ในการแข่งครั้งนี้ ไอเวอร์สันได้เป็นกัปตันทีมร่วมกับ ทิม ดังแคน

การแข่งขันอื่นๆ

ไอเวอร์สัน เคยร่วมแข่งใน USA Basketball World University Games เมื่อปี ค.ศ. 1995 และได้เหรียญทอง

เรื่องที่เป็นข่าว

ไอเวอร์สันเป็นบุคคลที่ตกเป็นข่าวในทางที่ไม่ดีอยู่หลายครั้งตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่น

พ.ศ. 2540

ไอเวอร์สันและเพื่อนถูกตำรวจเรียกให้จอดรถหลังขับรถเร็วเกินกำหนดกลางดึก และถูกจับโทษฐานที่ซุกซ่อนอาวุธและมีกัญชาไว้ในครอบครอง เขาไม่ปฏิเสธข้อกล่าวหาและถูกลงโทษให้บำเพ็ญสาธารณะประโยชน์

พ.ศ. 2543

ไอเวอร์สันบันทึกเพลงแร็พที่ชื่อ 40 Bars แต่เนื่องจากถูกวิพากย์วิจารณ์เรื่องเนื้อร้องที่ดูถูกพวกรักร่วมเพศโดยกลุ่มผู้คัดค้านและคอมมิชชันเนอร์ของเอ็นบีเอ เขาตกลงจะเปลี่ยนคำร้องแต่สุดท้ายก็ไม่ได้นำอัลบัมออกเผยแพร่

พ.ศ. 2545

ไอเวอร์สันถูกกล่าวหาว่าโยนภรรยาของเขาออกจากบ้านหลังทะเลาะกัน คืนถัดมาไอเวอร์สันก็บุกไปบ้านลูกพี่ลูกน้องเขาเพื่อหาภรรยา จากบันทึกของตำรวจเขาขู่ที่จะฆ่าลูกพี่ลูกน้อง ชาร์ลส์ โจนส์ และเพื่อนร่วมห้องที่ไม่ยอมให้เข้าไป ไอเวอร์สันถูกจับและตั้งข้อหา 14 รายการ แต่สุดท้ายพ้นข้อหาเพราะคำให้การของพยานขัดแย้งกัน

การแต่งกาย

ในปี พ.ศ. 2548 คอมมิชชันเนอร์ของเอ็นบีเอ เดวิด สเตอร์น ออกกฎห้ามเครื่องแต่งกายที่เกี่ยวโยงกับวัฒนธรรมฮิปฮอป เช่น กางเกงยีนส์ขาบาน ผ้าโพกหัว เสื้อยืดยาวถึงเข่า เครื่องประดับขนาดใหญ่ รองเท้าทิมเบอร์แลนด์ เป็นต้น โดยมีบทลงโทษคือค่าปรับและห้ามเล่นถ้าทำผิดซ้ำหลายครั้ง

ไอเวอร์สันวิจารณ์กฎข้อนี้อย่างรุนแรง และกล่าวว่า การแต่งกายไม่สามารถเปลี่ยนตัวตนของแต่ละคน การเอาเรื่องฮิพฮอพไปโยงกับอาชญากรรม ยาเสพติด เป็นการเหยียดชนชั้น รวมทั้งสปอนเซอร์ของเอ็นบีเอ เช่น ไนกี รีบอก พูมา และ อะดีดาส ล้วนได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมฮิปฮอป

Michael Fred Phelps

มกราคม 14th, 2010 by เด็กชายธีรภัทร ปานวงษ์

ไมเคิล เฟรด เฟ็ลปส์ (อังกฤษ: Michael Fred Phelps) (เกิด 30 มิถุนายน พ.ศ. 2528) นักกีฬาว่ายน้ำชาวอเมริกัน ได้รับเหรียญรางวัลโอลิมปิก 16 เหรียญ (14 เหรียญทอง และ 2 เหรียญทองแดง) โดยได้จากโอลิมปิกฤดูร้อน 2004 ที่ประเทศกรีก 8 เหรียญ (6 เหรียญทอง 2 เหรียญทองแดง) และ โอลิมปิกฤดูร้อน 2008 ที่ประเทศจีน 8 เหรียญทอง ซึ่งปัจจุบันเขาเป็นนักกีฬาที่ได้รับเหรียญทองโอลิมปิกมากที่สุดในโลก โดยลงแข่งขันได้เหรียญทองรวม 16 เหรียญ (ข้อมูล ณ วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2551)

เฟ็ลปส์ยังได้รับเลือกเป็นนักว่ายน้ำโลกประจำปี 2546, 2547, 2549, 2550 และนักว่ายน้ำอเมริกันประจำปี 2544, 2545, 2546, 2547, 2549, 2550

 

ชีวิตส่วนตัว

ไมเคิล เฟ็ลปส์ เกิดที่เมืองรอดเจอส์ฟอร์จ บริเวณชานเมืองของเมืองบอลทิมอร์ในรัฐแมริแลนด์ เขาเรียนจบระดับชั้นมัธยมที่ ทาวสัน ไฮสคูล เมื่อปี 2003 พ่อของเขาชื่อ เฟร็ด เฟ็ลปส์ เป็นตำรวจแห่งรัฐแมรี่แลนด์ และ เด้บบี้ เดวิสสัน เฟ็ลปส์ แม่ของเขาเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนประถม ทั้งคู่หย่าร้างกันในปี ค.ศ. 1994 ไมเคิลมีชื่อเล่นว่า “เอ็มพี” มีพี่สาวอีกสองคนชื่อ วิทนีย์ และ ฮิลารี่ ซึ่งทั้งคู่เป็นนักว่ายน้ำเช่นกัน (โดยวิทนีย์ เกือบจะได้ลงแข่งว่ายน้ำให้กับทีมชาติสหรัฐอเมริกา ในโอลิมปิกเกมส์ 1996 แต่ต้องมาบาดเจ็บเสียก่อน)

ในวัยเด็ก ไมเคิล เฟลป์ส เป็นโรคสมาธิสั้น (ADHD) เขาเริ่มว่ายน้ำตั้งแต่อายุได้ 7 ปี ซึ่งเขาได้แรงบันดาลใจมาจากพี่สาวทั้ง 2 คน และเมื่ออายุ 10 ขวบ เขาก็สามารถทำลายสถิติระดับประเทศเมื่อเทียบกับเด็กอายุรุ่นเดียวกัน และในปี ค.ศ. 2000 ได้เข้าแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 2000 ที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ด้วยอายุเพียง 15 ปีเท่านั้น

เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2004 ด้วยวัย 19 ปี เฟ็ลปส์ถูกจับในคดีเมาและขับ ที่เมืองซาลิสบิวรี่ รัฐแมรี่แลนด์ และต้องถูกปรับเงิน 250 ดอลลาร์สหรัฐฯ และบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมเป็นเวลา 18 เดือน ด้วยการพูดรณรงค์ในเรื่องเมาไม่ขับตามโรงเรียนต่าง ๆ

ระหว่างปี 2004 ถึงปี 2008 เฟ็ลปส์ ได้รับการศึกษาในระดับอุดมศึกษาจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน โดยศึกษาด้านการตลาดและการจัดการด้านกีฬา โดยเฟ็ลปส์พูดว่าเขาจะกลับมาศึกษาต่อที่บัลติมอร์เพื่อเข้าคัดตัวไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 โดยร่วมกับบ็อบ บาวแมน เมื่อเขาออกจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนเขาพูดว่า “ผมไม่ได้ว่ายน้ำเพื่อใครอื่น ผมคิดว่าเราทั้งคู่ จะสามารถช่วยให้สโมสรนักกีฬาบัลติมอร์เหนือ (North Baltimore Athletic Club) ไปได้ไกลกว่านี้” โดยทางสโมสรออกมาประกาศว่า บาวแมนออกจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนเพื่อมาเป็นซีอีโอของสโมสรเฟ็ลปส์ซื้อบ้านที่เฟลส์พอยต์ในบัลติมอร์ ที่ที่เขาจะกลับมาหลังจากโอลิมปิกฤดูร้อน 2008

เพื่อนร่วมทีมของเฟ็ลปส์เรียกเขาว่า “โกเมอร์” เพราะเขาดูเหมือน โกเมอร์ ไพล์ ตัวละครในซิตคอมเรื่อง The Andy Griffith Show

เขามีรายได้โดยประมาณ 5 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีในการโฆษณา บวกกับ 1 ล้านเหรียญจากบริษัทชุดว่ายน้ำสปีโดสำหรับชนะเหรียญทอง 8 เหรียญในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2008

Michael Phelps Tribute

เหรียญรางวัล
กีฬาว่ายน้ำชาย
การแข่งขันสำหรับ   สหรัฐอเมริกา
กีฬาโอลิมปิก
ทอง ปักกิ่ง 2008 ฟรีสไตล์ 200 เมตร
ทอง ปักกิ่ง 2008 ผีเสื้อ 100 เมตร
ทอง ปักกิ่ง 2008 ผีเสื้อ 200 เมตร
ทอง ปักกิ่ง 2008 เดี่ยวผสม 200 เมตร
ทอง ปักกิ่ง 2008 เดี่ยวผสม 400 เมตร
ทอง ปักกิ่ง 2008 ผลัดฟรีสไตล์ 4 x 100 เมตร
ทอง ปักกิ่ง 2008 ผลัดฟรีสไตล์ 4 x 200 เมตร
ทอง ปักกิ่ง 2008 ผลัดผสม 4 x 100 เมตร
ทอง เอเธนส์ 2004 ผีเสื้อ 100 เมตร
ทอง เอเธนส์ 2004 ผีเสื้อ 200 เมตร
ทอง เอเธนส์ 2004 เดี่ยวผสม 200 เมตร
ทอง เอเธนส์ 2004 เดี่ยวผสม 400 เมตร
ทอง เอเธนส์ 2004 ผลัดฟรีสไตล์ 4 x 200 เมตร
ทอง เอเธนส์ 2004 ผลัดผสม 4 x 100 เมตร
ทองแดง เอเธนส์ 2004 ฟรีสไตล์ 200 เมตร
ทองแดง เอเธนส์ 2004 ผลัดฟรีสไตล์ 4 x 100 เมตร

Michael Jeffrey Jordan

มกราคม 13th, 2010 by เด็กชายธีรภัทร ปานวงษ์

 

Top 10 Amazing Michael Jordan

 

ไมเคิล เจฟฟรี จอร์แดน (Michael Jeffrey Jordan, 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2506 : ค.ศ. 1963 ถึง ปัจจุบัน) เป็นนักบาสเกตบอล อาชีพ สังกัดทีมชิคาโก บูลส์ (Chicago Bulls) เล่นในตำแหน่งการ์ด ในลีกเอ็นบีเอ (NBA : National Basketball Association) ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นนักกีฬาที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การกีฬาบาสเกตบอล ปัจจุบันเลิกเล่นแล้ว

ประวัติ l ไมเคิล จอร์แดน Michael Jordan: นักกีฬานักบาสเกตบอล

ไมเคิล จอร์แดน เมื่อเกิดเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2506 ที่บรู๊กลิน ในรัฐนิวยอร์ก จบการศึกษาระดับไฮสคูลที่เลนีย์ ไฮสคูลในวิลมิงตั้น รัฐนอร์ทแคโรไลนา และจบการศึกษาระดับวิทยาลัยที่มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา แชเปิลฮิลล์

การเล่นบาสเกตบอล l ไมเคิล จอร์แดน Michael Jordan: นักกีฬานักบาสเกตบอล

ไมเคิล จอร์แดน มีความสูงถึง 198 เซนติเมตร (6 ฟุต 6 นิ้ว) จึงมีความโดดเด่นในวงการบาสเกตบอล ได้เริ่มเล่นบาสเกตบอลให้กับทีมมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา แชเปิลฮิลล์ และภายหลังได้รับเลือกไปเล่นให้กับทีม ชิคาโก บูลส์ ในการดราฟ เป็นอันดับที่ 3

การเล่นให้กับทีมชิคาโก บูลส์ และ ทีมชาติ l ไมเคิล จอร์แดน Michael Jordan: นักกีฬานักบาสเกตบอล

ไมเคิล จอร์แดนเล่นให้ทีม ชิคาโก บูลส์ (Chicago Bulls) ในปี ค.ศ .1984 สามารถทำให้ ทีมชิคาโกบูลล์ เป็นแชมป์ เอ็น บี เอ ถึง 6 สมัย และได้รับรางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าของเอ็นบีเอ 5 สมัย (ค.ศ. 1988, 1991, 1992, 1996 และ 1998) และได้รับ 3 รางวัลผู้เล่นทรงคุณค่า 2 สมัย (MVP triple-crown, ที่หมายถึงการได้รับรางวัลผู้เล่นทรงคุณค่า (MVP) 3 ประเภท คือ รางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าในฤดูกาล, รางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าหลังฤดูกาลในช่วงแข่งชิงแชมป์เอ็นบีเอ, และ รางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าในการแข่งรวมดาวนักกีฬา ในฤดูกาลเดียวกัน) นักกีฬาผู้อื่นที่ได้รับรางวัลทั้งสามในฤดูการเดียวกัน ได้แก่วิลลิส รีด (Willis Reed) (1970) และ แชคิล โอนีล (Shaquille O’Neal) (2000)

ไมเคิล จอร์แดนเป็นหนึ่งใน ดรีมทีม ของสหรัฐฯ ในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน เมื่อปี ค.ศ. 1992 ร่วมกับผู้เล่นระดับดาราคนอื่นๆ อย่าง แมจิก จอห์นสัน และ แลร์รี่ เบิร์ด แลทีมของสหรัฐอเมริกามีชัยชนะได้เหรียญทองโอลิมปิกในการแข่งขัน

เกียรติประวัติในการเล่นบาสเกตบอล l ไมเคิล จอร์แดน Michael Jordan: นักกีฬานักบาสเกตบอล

1.ผู้เล่นดาวรุ่งแห่งปีในปี ค.ศ. 1985 ติดทีมรวมดาวรุ่งเอ็นบีเอในปีเดียวกัน
2.ติดทีมออลสตาร์ในปีค.ศ. 1987 1988 1989 1990 1991 1992 1993 1996 1997 และ 1998 และเป็นกองหลังยอดเยี่ยมในปี 1988
3.เป็นผู้เล่นทรงคุณค่าของเอ็นบีเออีก 5 สมัยในปี ค.ศ. 1988 1991 1992 1996 และ 1998
4.ได้รับเลือกเป็นผู้เล่นทรงคุณค่าในนัดชิงชนะเลิศเอ็นบีเออีก 6 สมัย ในปี ค.ศ. 1991 1992 1993 1996 1997 และ 1998
5.เป็นสมาชิกของทีมชาติบาสเกตบอลสหรัฐอเมริกา คว้าเหรียญทองในโอลิมปิกเกมส์อีก 2 สมัย
ด้วยความที่ ไมเคิล จอร์แดน เป็นนักกีฬาบาสเกตบอลที่มีชื่อเสียงมาก และกีฬาบาสเกตบอลก็เป็นที่แพร่หลายมากทั่วโลก โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น ทำให้สินค้ามากมายหลายชนิด ต่างก็อยากได้ตัวเขาไปเป็นผู้เสนอสินค้า (พรีเซนเตอร์) หรือเอาชื่อของเขาไปใส่ในชื่อสินค้าหรือการส่งเสริมการขายต่างๆ ค่าตัวของจอร์แดน จึงสูงมาก และทำให้เขาเป็นนักกีฬาที่มีรายได้อันดับต้นๆ ของโลก

เขาเข้ามาในปี 1985 จากการดราฟด์เป็นอันดับที่ 3 จากทีมบูลส์ อันดับ 1 คือ ฮาคีม โอลาจูวอน อันดับสอง คือ แซม โบวี่ สาเหตุที่สองทีม ไม่เลือกจอร์แดนเพราะ จอร์แดนตัวเล็กเกินไป

ปี ค.ศ. 1996 ไมเคิล จอร์แดน เล่นภาพยนตร์เรื่อง สเปซแจม (Space Jam) โดยเป็นพระเอกร่วมกับตัวละครการ์ตูนของ Warner Bros ได้แก่ บั๊กส์ บันนี่ และ แดฟฟี่ ดั๊ก เนื้อเรื่องของจอร์แดนได้หลุดเข้าไปในแดนมหัศจรรย์ และช่วยตัวละครการ์ตูนแข่งบาสเกตบบอลกับมนุษย์ต่างดาว

ปัจจุบัน ไมเคิล จอร์แดนเลิกเล่นบาสเกตบอลแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในวงการกีฬาเหมือนเดิม เขาได้ซื้อหุ้นของทีมชาล็อต บ็อบแคทส์ และเป็นผู้ร่วมบริหารทีมอยู่ในขณะนี้ นอกจากนั้นก็ยังเป็นเจ้าของทีมฮอกกี้น้ำแข็ง วอชิงตัน แคพิตอลส์

งานทางด้านการกุศล ไมเคิล จอร์แดน ได้ก่อตั้งศูนย์ เจมส์ อาร์.จอร์แดน บอยส์ แอนด์ เกิร์ลส์ คลับ แอน แฟมิลี่ ไลฟ์ เซ็นเตอร์ ซึ่งให้ความช่วยเหลือเด็กๆ จากทั่วประเทศทั้งด้านชีวิตความเป็นอยู่ การศึกษาและให้การอบรมทางด้านกีฬาแก่เยาวชนผู้สนใจด้วย โดยมูลนิธินี้ ตั้งตามชื่อเจมส์ จอร์แดน ซึ่งเป็นบิดาของเขา

ชีวิตครอบครัว l ไมเคิล จอร์แดน Michael Jordan: นักกีฬานักบาสเกตบอล
ไมเคิล จอร์แดน แต่งงาน กับฮัวนิต้า จอร์แดน มีบุตร 3 คน คือ เจฟฟรีย์ มาร์คัส และ จัสมิน มีสุนัขคู่ใจหนึ่งตัวชื่ออกิต้า

Lionel Messi

มกราคม 13th, 2010 by เด็กชายธีรภัทร ปานวงษ์

          

ลีโอเนล เมสซี่ เกิดวันที่ 24 มิถุนายน 1987 ขณะอายุ 5 ขวบเค้าก็หัดเริ่มเล่นบอลแล้ว ในปี 1995 เมสซี่จึงไปเข้าสังกัด นีเวลล์ โอลด์ บอย ตอนนั้นเขาอายุ 11 ปี แต่เมสซี่มีปัญหาเรื่องการเจริญเติบโตของฮอร์โมนทำให้เขาคัวเล็กกว่าเด็กวัยเดียวกันมาก ขณะนั้น คาเรส เรซัคส์ สปอร์ตไดเรกเตอร์ของบาร์เซโลน่าก็ได้เห็นแววเจ้าหนูคนนี้ จึงยื่นข้อเสนอที่จะเซ็นสัญญาให้กับเค้า พร้อมกับจ่ายค่ายาในการรักษาตัวด้วย ถ้าเมสซี่ตกลงจะย้ายมาใช้ชีวิตใหม่ในสเปนกับบาร์ซ่า ตั้งแต่นั้นมาครอบครัวเมสซี่จึงย้ายไปอยู่ในสเปนกัน

          -ในปี 2005-06 เมสซี่ได้สัญชาติสเปนจึงได้ลงเล่นใน ลีกสูงสุดสเปนเป็นครั้งแรก เมสซี่ฉายแววในการเป็นนักเตะเวิล์ดคลาสตั้งแต่แรกๆ โดยประตูแรกของเขานั้น กระดกข้ามหัวประตูอัลบาเซเต้ไปอย่างเหนือชั้นเมสซี่ซึ่งซัดไป 6 ลูก จาก 17 เกมในลีก และอีก 1 ลูกจาแชมเปี้ยนลีก ทั้งยังมีส่วนช่วยในการพาทีมเอาชนะรีล มาดริด และ เชลซีอีกด้วย แต่ต่อมาเขาก็ได้รับบาดเจ็บกระดูกนิ้วเท้าแตก ต้องพักอย่างน้อย 2 เดือน ทำให้ต้องพลาดการลงเล่นทั้งฤดูกาลที่เหลือ  ซึ่งในฤดูกาลนั้น บาร์ซ่าก็ได้เป็นจ้าวยุโรป

          -ในปี 2006-07 เมสซี่โชว์ฟอร์มสุดยอดอย่างสม่ำเสมอ ประกอบกับการเจ็บยาวของเอโต้และแผงหลังอันอ่อนยวบของบาร์ซ่า ทำให้ทีมนั้นต้องพึ่งเขาโดยตลอด แต่ในเกมนัดเจอซาราโกซ่า เมสซี่ก็เกิดอาการบาดเจ็บจนต้องพักยาวไป 3 เดือน ซึ่งตอนนั้นเองก็ได้มีข่าวลือว่าอินเตอร์มิลานสนใจคว้าเจ้าหนูรายนี้ไปครอง  เมสซี่กลับมาเล่นเต็มเกมครั้งแรกได้ในเกมพบกับ รีลมาริดคู่ปรับตลอดกาล ซึ่งเมสซี่ก็ได้ระเบิดฟอร์มซัดแฮตทริกแรกสำเร็จ แต่ในฤดูกาลนี้เค้าไม่สามารถช่วยบาร์ซ่าค้าแชมป์ ลาลีกา ได้ ดดนแพ้ มาดริดไปแบบเฉียดเส้นยาแดงด้วยกฎเฮด ทูเฮด เมสซี่ซึ่งนอกจากมีรูปร่างและสไตล์การเล่นใกล้เคียงกับ มาราโดน่า 1ในตำนานของอาเจนติน่าแล้ว เค้ายังสามารถตอกย้ำสิ่งที่เหมือนเข้าไปใหญ่คือการเลี้ยงหลบผู้เล่น 6 คน(รวมโกลด้วย)ของเคตาเฟ่ เข้าไปยิงประตู อีกทั้งในนัดเจอเอสปันญ่อล เค้ายังสามารถทำประตูแบบ Hand of god ที่มาราโดน่าทำได้อีกด้วย

         ปี 2007-08 เมสซี่ยิง 5 ลูกในหนึ่งสัปดาห์ โดยยิงเซบีย่า ลียง และ ซาราโกซ่า พาบาร์ซ่าขึ้นไปในกลุ่มหัวแถวของตาราง ในฤดูกาลนี้ตลอดจนถึงปัจจุบันโรนัลดินโญ่มีปัญหาอาการบาดเจ็บตลอดจนรูปร่างที่จะคล้ายเหยินใหญ่เข้าไปทุกที ทำให้ฟอร์มการเล่นถดถอยไปเยอะ ทำให้บาร์ซ่าต้องฝากแนวรุกไว้ที่เมสซี่คนนี้ ฤดูกาลนี้เมสซี่ซัดไปแล้ว 15 เม็ด จาก 29 นัด

ในทีมชาติอาเจนติน่า 

            -ในปี 2005 รุ่นยู 20 เมสซี่พาทีมคว้าแชมป์โลกที่ฮอลแลนด์ ตัวเค้าเองก็ยังคว้าตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมน์อีกด้วย นับว่าเป็นผลงานที่แจ้งเกิดให้เมสซี่เต็มตัว หลังจากนั้นชีวิตเค้าด็รุ่งเรืองขึ้นมาเรื่อยๆ  จนในวันที่ 17 สิงหาคม 2005 เค้าได้ลงประเดิมเกมแรกกับทีมชาติชุดใหญ่ ในการพบกับฮังการี แต่นับว่าเป็นการประเดิมที่ไม่สวยหรูเอาซะเลย เพราะเมสซี่โดนใบแดงจากที่ลงสนามไปแค่ไม่ถึง 2 นาที จนเค้าต้องออกจากสนามไปพร้อมกับน้ำตา
ในวันที่ 3 กันยายน เมสซี่ได้ลงสนามอีกครั้งในนัดอาเจนติน่าแพ้ให้กับปารากวัยไป 0-1 โดยได้ลงไปในช่วง 8 นาทีสุดท้ายของเกม เมสซี่ได้กล่าวติดตลกไว้ว่า
“นี่เป็นการประเดิมสนามอีกครั้ง หลังจากครั้งแรกมีเวลาแค่นิดเดียว”
จากนั้นเมสซี่ได้ลงเล่นในฟุบอลโลกในนามทีมชาติชุดใหญ่เป็นหนแรกของเค้า ในนัดพบกับเซอร์เบียโดยถูกเปลี่ยนลงสนามไปแทน มักซี่ โรดิงเกวซ ในนาทีที่ 74และเจ้าหนูก็สามารถทำประตูได้ซึ่งเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดในทัวร์นาเมนท์นี้ที่ทำประตูได้อีกด้วย แต่ในท้ายที่สุดอาเจนติน่าก็พ่ายเยอรมันไปในการดวลจุดโทษตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายไปในที่สุด

            -ปัจจุบัน เมสซี่ยังเป็นกำลังสำคัญของบาร์ซ่าในเกมรุกต่อไป โดยทั้งสื่อมวลชน และตำนานนักเตะทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น มาราโดน่า ต๊อตติ โยฮัน ครอยฟ์ โรนัลดินโญ่ ไรจการ์ด ฟรานซ์ เบ๊คเคนบราวน์ ต่างยกย่องว่าเจ้าหนูคนนี้จะเป็นักเตะเวิล์ดคลาสในไม่ช้านี้แน่

           เมสซี่อาจจะไม่มีลีลาการสับขาหยอกสยองแบบหนูโด้ แต่สเต๊ปเท้าในการเปลี่ยนทางบอล บวกกับความเร็วในการลากเลื้อยของเค้านั้นสุดยอดจริงๆ ไปง่ายๆแต่เร็วและชัวร์ มีเซนส์ในการยิงบอลเยี่ยม
        
สำหรับผมเวิลด์คลาสเมื่อไหร่ไม่รู้ครับ รู้แต่เพียงว่าถ้าตอนนี้ บาร์ซ่าเอะอะ คิดไรไม่ออกบอก  เมสซี่ตลอดครับ! ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เมสซี่เป็นเทพคนใหม่ของบาร์ซ่าจริงๆ

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
- เมสซี่ถนัดซ้าย แต่ไรจ์การ์ดให้เค้าเล่นปีกขวา แต่เจ้าหนูก็ยังเล่นได้อย่างเนียนมาก จนกลายเป็นตำแหน่งถนัดของเค้าไปเลย
- ค่ายาที่คอยรักษาเมสซี่คือ 500 ปอนด์ต่อเดือน ซึ่งในตอนสมัยเด็กริเวอร์เพลทสนใจจะดึงเค้าไปร่วมทีมแต่จ่ายค่ารักษาไม่ไหว
- สถิตินักเตะอายุน้อยที่สุดที่ลงเล่นและยิงประตูในลาลีกาของเมสซี่โดนทำลายโดย เด็กมหัศจรรย์อีกคน โบยาน เกรกิซ  (โดยเมสซี่ ก็ยังเป็นคนจ่ายบอลให้เกรกิซยิงนั่นเอง)

Fernando Torres

มกราคม 12th, 2010 by เด็กชายธีรภัทร ปานวงษ์

ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อเต็ม เฟร์นันโด โคเซ ตอร์เรส ซานซ์
วันเกิด 20 มีนาคม ค.ศ. 1984 (อายุ 24 ปี)
สถานที่เกิด มาดริด สเปน
ส่วนสูง 183 cm
ตำแหน่ง ศูนย์หน้า
หมายเลข 9
สโมสรเยาวชน
1995–2001 แอตเลติโก มาดริด
สโมสรอาชีพ
2001–2007 แอตเลติโก มาดริด
2007– ลิเวอร์พูล

เฟร์นันโด โคเซ ตอร์เรส ซานซ์ (Fernando José Torres Sanz) (เกิดวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2527) เป็นนักฟุตบอลชาวสเปนเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ตอร์เรสเกิดที่เมืองฟูเอนลาบราดา (Fuenlabrada) เมืองชนบทขนาดย่อมทางใต้ของกรุงมาดริด เดิมตอร์เรสเป็นเด็กฝึกหัดของสโมสรแอตเลติโก มาดริดในสเปน และก้าวขึ้นมาติดทีมชุดใหญ่ รวมถึงการที่ได้รับเลือกให้เป็นกัปตันของทีม โดยในขณะนั้นตอร์เรสมีอายุเพียง 19 ปี ตอร์เรสได้รับฉายาจากสื่อในสเปนว่า ‘เอลนีโญ’(บุตรแห่งพระเจ้า) เพราะหน้าตาของตอร์เรสดูอ่อนวัยกว่าอายุเป็นอย่างยิ่ง

ฤดูกาล 2007-2008 (ฤดูกาลแรก)

ค่าตัวในการเซ็นสัญญาของเฟร์นันโด ตอร์เรส ได้รับการบันทึกไว้เป็นสถิติสูงสุดของลิเวอร์พูล แม้ว่าสื่ออังกฤษรายงานว่า ค่าตัวนักเตะอยู่ที่ประมาณ 26.5 ล้านปอนด์ ราฟาเอล เบนิเตซยืนยันในการสัมภาษณ์กับสื่อสเปนว่า ค่าตัวอยู่ที่เกือบ 20 ล้านปอนด์ ยังมีรายงานอีกว่า ตอร์เรสยอมลดค่าเหนื่อยสำหรับการย้ายตัว หนังสือพิมพ์ The Times รายงานว่า ค่าตัวลดจาก 103,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ในสเปน เหลือ 90,000 ปอนด์ [1]

ในวันที่ 11 สิงหาคม2550 ตอร์เรสลงแข่งนัดเปิดตัวให้ลิเวอร์พูล โดยแข่งกับ แอสตันวิลลา และชนะไปด้วยสกอร์ 2-1 ตอร์เรสยิงประตูแรกในพรีเมียร์ลีก ในการลงแข่งครั้งแรกในสนามแอนฟีลด์ ในวันที่ 19 สิงหาคม ในนาทีที่ 16 ผลเสมอ

1-1 กับเชลซี โดยวิ่งไปรับบอลจากการส่งของเจอร์ราร์ด ตอร์เรสเลี้ยงผ่านกองหลังเชลซี ทาล เบน ฮาอิม และยิงผ่านเมือผู้รักษาประตูปีเตอร์ เช็คเข้าไปตุงตาข่ายเชลซี

ตอร์เรสยิงแฮตทริกเป็นครั้งแรกให้สโมสร ในวันที่ 25 กันยายน ในนัดเยือน ถ้วยคาร์ลิงคัพกับเรดดิ้ง และชนะไป 4-2 [2] โดยประตูแรกของตอร์เรสในเกม คือประตูที่ยิงให้ลิเวอร์พูลนำ 2-1 ลูกที่สองของเขาทำให้ ลิเวอร์พูลนำ 3-2 และตามด้วยลูกปิดท้าย 4-2 หลังจากจบการแข่งขัน ตอร์เรสได้รับการคิดเลือกเป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำการแข่งขัน และเนื่องจากตอร์เรสสามารถทำแฮตทริกได้สำเร็จ เขาจึงได้รับลูกบอลที่ใช้ในการแข่งขันเป็นของที่ระลึก ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์2551 ตอร์เรสสามารถทำแฮตทริกแรกในลีกได้สำเร็จ ในเกมที่ลิเวอร์พูลเปิดบ้านเอาชนะทีมมิดเดิลส์โบร 3-2 และในวันที่ 5 มีนาคม ปีเดียวกัน ตอร์เรสสามารถทำแฮตทริกได้อีกครั้ง ในเกมที่ลิเวอร์พูลเอาชนะทีมเวสต์แฮมยูไนเต็ด 4-0 ทำให้เฟร์นันโด ตอเรส ได้รับการบันทึกไว้เป็นสถิติว่า เป็นผู้เล่นคนแรกต่อจากแจ็คกี้ บัลเมอร์ ที่เคยทำแฮตทริกในเกมที่แอนฟีลด์ติดต่อกัน 2 นัด ในปี 1946 และยังเป็นนักเตะคนที่ 5 ของสโมสรที่สามารถทำได้ ตอร์เรสได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งเดือนกุมภาพันธ์ของพรีเมียร์ชิพอังกฤษ โดยนอกจากนี้เขายังเป็นนักเตะนอกสหราชอาณาจักรคนแรกที่ยิงได้ 15 ประตูในพรีเมียร์ลีกให้ลิเวอร์พูล

ในวันที่ 15 มีนาคม 2551 เฟร์นันโด ตอร์เรสกลายเป็นผู้เล่นคนแรกของสโมรส ต่อจาก ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ (ปี 1995-1996)ที่สามารถทำประตูในลีกได้เกินถึง 20 ประตูใน 1 ฤดูกาล เมื่อเขาทำประตูในนาทีที่ 47 ในเกมที่ลิเวอร์พูลสามารถเอาชนะทีมเรดดิง 2-1 และหลังจากนั้น ตอร์เรสก็สามารถยิงประตูช่วยให้ทีมเอาชนะอินเตอร์ มิลานในการแข่งขัน ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก รอบ 16 สุดท้าย

วันที่ 13 เมษายน 2551 เฟร์นันโด ตอร์เรสสามารถทำประตูที่ 30 ของตัวเองให้กับลิเวอร์พูลได้ในฤดูกาลแรกที่ย้ายมา โดยประตูดังกล่าวเกิดขึ้นในเกมที่ลิเวอร์พูลเปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะทีมแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส 3-1 ในการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ชิพของอังกฤษ และด้วยประตูนี้เอง ทำให้เฟร์นันโด ตอร์เรสสามารถทำสถิติ ยิงประตูติดต่อกัน 7 นัด ในสนามแอนฟีลด์

และในวันสุดท้ายของฤดูกาล ณ สนามของทีมสเปอร์สในวันที่ 11 พฤษภาคม 2551 ตอร์เรสได้ทำประตูสุดท้ายของฤดูกาลนี้เป็นประตูที่ 33 ที่ทำให้เขาเป็นนักเตะคนแรกที่ทำประตูเกิน 30 ประตูในหนึ่งฤดูกาล โดยก่อนหน้านั้น มีเพียง ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ทำได้ 30 ประตู ในปี 1996-1997 โดยเฉพาะวันที่ 4 พฤษภาคค 2551 ณ สนามแอนฟีลด์ ลิเวอร์พูลเปิดบ้านรับการมาเยือนของทีมแมนฯ ซิตี้ ทีมชนะไป 1-0 โดยตอร์เรสเป็นผู้ยิงประตูตัดสินชัยชนะ ทำให้เขาสามารถทำประตูติดต่อกันเป็นนัดที่ 8 ในถิ่นแอนฟีลด์ ส่งผลให้เขาเป็นนักเตะคนแรกของทีมที่ทำประตูในเกมลีกสูงต่อหน้าแฟนบอลในแอลฟีลด์ได้ 8 นัดติดต่อกัน โดยมี โรเจอร์ ฮันท์ ที่ทำได้อีกคนแต่ทำได้ในลีกดิวิชั่น 2 เดิมในช่วงทศวรรษที่ 60 ฤดุกาล 1961-1962

33 ประตู จาก 46 นัดในทุกรายการ เฉพาะเกมลีกเขาทำไป 24 ประตู จาก 33 นัดที่ลงแข่ง ทำให้ เฟร์นันโด ตอร์เรส ทำสถิติเป็นนักเตะต่างชาติที่ทำประตูสูงสุดเพียงปีแรกที่ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกคนใหม่ และทำให้เขามีสถิติยิงประตูเฉลี่ยทุกๆ 1.39 เกม ทำลายสถิติผู้เล่นที่ทำประตูเฉลี่ยสูงสุดให้ลิเวอร์พูลในฤดูกาลแรก ของ จอห์น อัลดิดจ์ ได้อย่างสิ้นเชิง และยังเอาชนะนักเตะอย่าง เอียน รัช , โรเจอร์ ฮัน , ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ , ไมเคิ่ล โอเว่น และ เคนนี่ ดัลกลิช ได้อีกด้วย และทุกนัดที่เขาสามารถทำประตูได้ในเกมลีกทีมจะไม่แพ้อีกด้วย และ 25 ประตู ใน 33 ประตูที่เขาทำได้ในฤดูกาลนี้เกิดขึ้นในสนามแอนฟีลด์อีกด้วย

Frank Lampard

ธันวาคม 29th, 2009 by เด็กชายธีรภัทร ปานวงษ์

F.Lampard

FRANK LAMPARD
ชื่อเต็ม         : Frank James Lampard Junior
วันเกิด          : 20 June 1978
สถานที่เกิด    : Romford ,London England
ส่วนสูง          : 183 cm.
น้ำหนัก          : 87 kg. 
ตำแหน่ง        : Central / Attacking Midfielder (กองกลาง)

    ประวัติ
   แฟรงค์ แลมพาร์ด เริ่มต้นอาชีพฟุตบอลกับสโมสรเวสต์แฮม ยูไนเต็ด โดยลงเล่นกับทีมเยาวชนตั้งแต่ ปี 1993 และสร้างผลงานได้ดีพอสมควร โดยเขายังเป็นลูกชายของแฟร้งค์ แลมพาร์ด ซีเนียร์ ผู้ช่วยคนสำคัญของแฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์กุนซือเวสต์แฮมขณะนั้นซึ่งเป็นลุงของเขา

       ฤดูกาล 2001-2002
เขากลายมาเป็นนักเตะของเชลซีโดยเซ็นสัญญาในวันที่ 14 มิถุนายน 2001 ด้วยค่าตัว 11 ล้านปอนด์ และเริ่มต้นชีวิตการค้าแข้งที่ท้าทายใหม่อีกครั้ง โดยเขาลงเล่นเป็นมิดฟิลด์เคียงข้างกับเอมมานูเอล เปอร์ตี ซึ่งถือว่าเป็นคู่กองกลางที่แข่งแกร่งมาก เขาพาทีมเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศเอฟเอคัพในฤดูกาลแรกของทีมสิงโตน้ำเงินคราม แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อนัดชิงพ่ายกับอาร์เซนอล ซึ่งฤดูกาลนี้เองที่อาร์เซนอลคว้าดับเบิ้ลแชมป์เป็นครั้งที่สอง โดยแลมพาร์ดลงเล่นในลีกทั้งสิ้น 37 นัด ทำได้ 5 ประตู และ 1 ประตูจาก 4 เกมในยูฟ่าคัพ ถึงแม้ว่าฤดูกาลนี้เขาจะโชว์ผลงานได้ยอดเยี่ยม แต่ก็ไม่มีชื่อติดทีมชาติไปร่วมฟุตบอลโลก 2002 ที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่น

       ฤดูกาล 2002/2003
จากความผิดหวังที่ไม่ได้ร่วมทีมไปฟุตบอลโลกทำให้เขาตั้งใจเล่นมากขึ้นกว่าเดิม และพยายามอย่างยิ่งที่จะไปยึดตัวจริงในทีมชาติอังกฤษ ซึ่งเขาก็ทำได้ดีเลยทีเดียวโดยพาทีมคว้าอันดับ 4 ของลีก แย่งตำแหน่งการไปเล่นแชมเปี้ยนลีกให้ทีมได้สำเร็จ โดยฤดูกาลนี้เขาลงเล่นในลีก 38 นัด ทำได้ 6 ประตู และ 1 ประตูจาก 2 เกมในยูฟ่าคัพ จากผลงานที่ดีวันดีคืนของเขาทำให้เขามีโอกาสก้าวขึ้นไปติดทีมชาติบ่อยครั้งขึ้น

       ฤดูกาล 2003/2004 ปีนี้เขาโชว์ฟอร์มได้ดีพอสมควร ทั้งในนามทีมชาติ และกับสโมสรโดยเขาลงเล่นในลีก 38 นัด ทำได้ 10 ประตู และ 4 ประตูจาก 14 เกมในยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก เขาได้รางวัลอันดับ 2 นักเตะยอดเยี่ยมของ PFA โดยเป็นรอง เธียร์รี่ อองรี นักเตะเวิร์ลคลาสของอาร์เซนอล และปีนี้เองเขายังทำประตูในนามทีมชาติเป็นครั้งแรกในนัดกระชับมิตรพบกับโครเอเชีย ในวันที่ 20 สิงหาคม 2003

       ฤดูกาล  2004/2005 ปีนี้เองเชลซีมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งโดยการมาของ โฮเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมคนใหม่ซึ่งพกดีกรีมามากมายทั้งแชมป์ลีกโปรตุเกส แชมป์ยูฟ่าคัพ และแชมป์เปี้ยนลีก เขาเปลี่ยนแปลงทีมครั้งใหญ่โดยซื้อนักเตะใหม่เข้ามาเสริมมากมาย แต่แฟร้งค์ แลมพาร์ดก็ยังเป็นนักเตะคนสำคัญของทีมรวมดาราโลกอยู่ ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้ทีมผิดหวังเขาพาทีมขึ้นคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษ และทะลุไปถึงรอบ 4 ทีมสุดท้ายของแชมป์เปี้ยนลีก

       ฤดูกาล  2005/2006 เขายังโชว์ฟอร์มได้ดีอย่างสม่ำเสมอ พาต้นสังกัดขึ้นสู่จ่าฝูงพรีเมียร์ลีก ด้วยคะแนนท่วมท้น และยังยิงประตูอย่างต่อเนื่อง โดยทำลายสถิติลงสนามติดต่อกันยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ชิพของเดวิด เจมส์ที่ทำไว้ 159 นัดลงอย่างสิ้นเชิง โดยฤดูกาลนี้เขาทำได้ 20 ประตู เป็นประตูจากพรีเมียร์ลีก 16 ประตู จากการลงเตะ 35 นัด ซึ่งสูงที่สุดในบรรดากองกลางจากพรีเมียร์ลีก และ 2 ประตูจากลีกคัพ และอีก 2 ประตูจากยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก และพาเชลซีได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก อีกสมัย

       ฤดูกาล  2006/2007 ปีนี้เขาก็ยังยิงประตูได้อย่างต่อเนื่อง ทำได้ถึง 21 ประตูจากพรีเมียร์ลีก 11 ประตู จากการลงเตะ 36  นัด เอฟเอคัพ
6 ประตู ลีกคัพ 3 ประตู ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก 1 ประตู

       ฤดูกาล  2007/2008 ในปีนี้อาจเป็นปีที่โชคไม่ค่อยดีสำหรับเขา เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บและสูญเสียมารดา แต่ก็ยังสามารถทำประตูสำคัญได้จากจุดโทษในนัดเจอลิเวอร์พูล เกมยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกรอบรองชนะเลิศ และฤดูกาลนี้เขาทำประตูได้ถึง 20 ประตู จากพรีเมียร์ลีก 10 ประตูจากการลงเตะ 23  นัด เอฟเอคัพ 2 ประตู ลีกคัพ 4 ประตู และยูฟ่าแชมเปี้ยนลีค 4 ประตู

       ฤดูกาล  2008/2009 เขาต่อสัญญาใหม่ออกไปอีก 5 ปี และยังรักษามาตรฐานการเล่นได้อย่างดี ทำประตูในทุกรายการ 20 ประตู จากพรีเมียร์ลีก 12 ประตู จากการลงเตะ 37 นัด ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก 3 ประตู ลีกคัพ 2 ประตู และเอฟเอ คัพ 3 ประตู และเป็นประตูสำคัญให้ทีมกลับมาเอาชนะเอฟเวอร์ตันคว้าแชมป์ไปในที่สุด ด้วยฟอร์มของเขา ทำให้ได้รับการโหวตให้เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของเชลซี ประจำฤดูกาลนี้

     เกียรติประวัติ
Premier League    :  2004/05 , 2005/06
FA Cup                  :  2006/07 ,2008/09
Carling Cup           :
  2004/05 , 2006/07
Community Shield :
  2005